Foresta resort ที่พัก ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์
สำหรับที่พักที่ผมเลือกคราวนี้เป็น ฟอเรสต้า รีสอร์ท (Foresta Resort) เช็คราคาห้องพัก
ได้ที่นี่ หรือจะลองดูที่พักในปราณบุรีอื่นๆ ก็ได้ตามสะดวกที่นี่เลยครับ https://www.traveloka.com/th-th/hotel/thailand/city/pran-buri-district-10001755 ชอบแบบที่พักราคาไม่แพง หรือที่พักแบบหรูหราบริการครบครัน ก็เลือกเอาตาม budget ของท่านได้เลย มาที่ทริปนี้ของเรากันต่อ
ผมออกแต่เช้า ตามสไตล์ ไปถึงปราณบุรี 8 โมงกว่าๆ อากาศอาจจะครึ้มๆ ไปนิด แต่ก็สดชื่นดีทีเดียว
ผมขับรถเลาะไปตามถนนเลียบหาดปราณบุรี ไปทางวัดเขากะโหลก พอเลยวัดไป จะเจอถนนดินแดง
หลายท่านคงหันหลังกลับ อยากให้ขับต่อไปเรื่อยๆ ครับ ถึงแม้จะเงียบหน่อย แต่สุดถนนจะมีแหลมเล็กๆ ให้เราไปยืนสูดอากาศดีๆ กันนะครับ
สุดถนนจะเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ครับ นี่เป็นปากน้ำก่อนเข้าหมู่บ้าน
ใครหลายคนอาจไม่ชอบ แต่ผมชอบมาก เงียบ อากาศดี ผมอยู่บริเวณนี้พักใหญ่ๆ เลยล่ะ
มองไปไกลๆ นั่น มีรีสอร์ทอยู่ด้วย ซึ่งก็คือ ลา เอ นาตู รีสอร์ท ซึ่งมีพื้นที่เป็นส่วนตัวเอามากๆ
จะสังเกตได้ว่าน้ำบริเวณนี้เขียวและใสสะอาด ไม่มีขยะเลย อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบริเวณนี้
น้ำใสสะอาด จนผมทนไม่ได้ต้องลงไปเอาเท้าสัมผัสซะหน่อย
บริเวณนี้จะเป็นท่าที่ชาวบ้านเอาไว้ขึ้นปลา ที่หามาได้ครับ
ช่วงเวลาเช้าๆ แบบนี้ อาจจะยังไม่เห็นชาวบ้านมากนัก แต่วิวตรงนี้มันก็ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างผม
ต้องหย่อนก้นลงนั่งเลยทีเดียว
ปราณบุรี ขึ้นชื่อเรื่องมะพร้าวจริงๆ แฮะ ขับรถผ่านมาเจอต้นมาะพร้าวเยอะเลยทีเดียว
และแล้วสักพักนึงก็มีเรือประมงลำนึงมาจอดเทียบ ผมใช้ความหน้าด้านส่วนตัวเข้าตีซี้พี่ท่านนี้ทันที
และนี่คือปลาสดๆ จากทะเลปราณบุรี ตาใสแป๋วกันเลยทีเดียว
เจ้าตัวนี้ชื่อว่า “ปลาใบปอ” แกงส้มอร่อยมากๆ
แต่พี่ท่านบอกว่า หลักๆ แล้วพี่เค้าจับเฉพาะปลากระเบน เพราะราคาสูงกว่า ส่วนปลาอื่นๆ ดันติดอวนมาด้วย
ดูแล้ววันนี้พี่ท่านจะได้หลายกิโลเลยนะนั่น
ส่วนเจ้าตัวใหญ่ใส่เข่งไม่ได้ ก็ต้องพักไว้แบบนี้ก่อน
ส่วนจะหนักหรือเปล่านั้น ก็ดูเอาเองจากภาพครับ ต้องใช้สองคนยกเลยล่ะ
หนึ่งลัง ใส่ได้ปลากระเบนตัวใหญ่ได้แค่หนึ่งตัวนะครับ พี่เค้าบอกว่าใส่หลายตัวมันช้ำราคาจะไม่ดี
ผมพูดคุยกับพี่เค้าสักพัก หลังจากนั้นก็ขับรถย้อนกลับไปทาง วัดเขากะโหลก แต่มีป้ายนึงที่ทำให้ผมต้องแวะ
ด้วยชื่อของ “หลวงพ่อชนะมาร” ทำให้คนดี (เหรอ) อย่างผมต้องแวะไปชมสักหน่อย ว่ามีอะไรพิเศษ
แต่ก่อนเข้าไปไหว้หลวงพ่อชนะมาร ก็มีพี่คนนึงกวักมือเรียกให้ผมขึ้นไปบนศาลาก่อน
ผมชอบศาลานี้แฮะ เป็นไม้ทั้งหลัง ดูโล่งและกว้างดี เจ้าอาวาสใช้ต้อนรับพุทธศาสนิกชน ที่แวะไปเยี่ยมวัด
ท่านเจ้าอาวาสท่านเล่าให้ฟังว่า “หลวงพ่อชนะมาร” เดิมทีเป็นพระที่ใช้ปลุกเสกข้าวทิพย์ สมัยกรุงศรีอยุธยา และประจำอยู่ที่วัดเขากะโหลก หลังจากที่เจ้าอาวาสวัดเขากะโหลก ณ ตอนนั้น มรณภาพลง
ก็ไม่มีใครทำพิธีนี้ต่อ สมัยก่อนไม่มีค่อยมีผู้คน เลยทำให้วัดร้างไป หลังจากนั้นหลวงพ่อชนะมาร ก็โดนคนใจบาปขโมยไปขาย และหายสาปสูญไปหลายเดือน หลังจากนั้นไม่นานก็มีการสร้างวัดบ้านใหม่ แห่งนี้ขึ้น
หลวงพ่อชนะมาร จึงได้มาเข้าฝันชาวบ้านแถบนี้ บอกว่าหลวงพ่ออยากกลับมาอยู่ที่วัดบ้านใหม่ และได้บอกตำแหน่งที่หลวงพ่ออยู่ ในขณะนั้นให้ชาวบ้านด้วย หลังจากนั้นชาวบ้านก็ได้ออกสืบ และพบหลวงพ่อ
ตามที่บอกไว้ในฝัน หลวงพ่อชนะมาร เลยได้อยู่ที่วัดบ้านใหม่ จนถึงทุกวันนี้
เจ้าอาวาสท่านฝากประชาสัมพันธ์มาบอกว่า หากไปเที่ยวปราณบุรี ก็ให้แวะไปกราบหลวงพ่อชนะมาร และทำบุญที่วัดนี้ กันหน่อยนะครับ อันที่จริงอิทธิฤทธิ์ที่เล่าสุ่กันฟังมีมากกว่านี้นะครับ แต่เจ้าอาวาสบอกว่า ก็แล้วแต่ตรองกันเอาเอง
ตอนนี้กำลังสร้างอุโบสถ ที่ประดิษฐานหลวงพ่อชนะมาร หากใครไปเที่ยวปราณบุรี
แนะนำให้แวะไปขอพรหลวงพ่อหน่อยก็ดีนะครับ จะได้เป็นศิริมงคล
หลังจากนั้นเจ้าอาวาสขอมอบเหรีญหลวงพ่อชนะมารให้ผมองค์หนึ่ง ทีนี้เราไปดูหลวงพ่อชนะมาร ในโบส์กันเลยดีกว่า
ผมอาจดูพระไม่เป็นนะครับ แต่พอเห็นองค์หลวงพ่อ ผมรับรู้ได้ทันทีถึงความขลังและความเก่าแก่ขององค์หลวงพ่อชนะมาร เนื้อโลหะที่ใช้สร้างนั้นเป็นโลหะสีดำสมัยกรุงศรีอยุธยา (เจ้าอาวาสบอกมาเช่นนั้น)
ข้างๆ นั้นมี ปู่ชูชก ซึ่งเก่าแก่พอๆ กัน อย่าลืมแวะไปขอพรกันนะครับ
หากท่านใดต้องการบูชาเหรียญหลวงพ่อชนะมาร หรือต้องการทำบุญ ก็สามารถติดต่อเจ้าอาวาสได้โดยตรงนะครับ
เจ้าอาวาสท่านฝากเบอร์ไว้ 032-825093-4 และ มือถือ 082-3522999
ส่วนชื่อท่านเจ้าอาวาสนั้น ผมขออภัยที่ลืมสอบถามมาให้
เอาล่ะครับ มาเที่ยวปราณบุรีคราวนี้ ได้ไหว้พระเก่าแก่แล้ว ได้ของดีกลับมาอีกต่างหาก ผมออกจากวัดบ้านใหม่ย้อนกลับเส้นทางเดิม ขับเลียบหาดไปเรื่อยๆ ครับ
ขณะนี้เป็นเวลา 11 โมงกว่าๆ แน่นอนครับ พอมีแดด ทะเลที่เคยดูหม่นๆ ก็ใส่ปิ๊งให้เห็นขึ้นมาทันที
คอเที่ยวทะเลอย่างผม มีเหรอที่จะไม่แวะลงไปเก็บภาพซะหน่อย
สังเกตดีๆ นะครับ ไม่ใช่ผมถ่ายตอนไม่มีคนนะ แต่ไม่มีคนให้ผมถ่ายต่างหาก หาดทั้งหาดวันนี้เลยเป็นของผม โฮะๆ
หากสงสัยว่าหาดที่เห็นอยู่บริเวณไหน อยู่หลังวัดเขากะโหลกครับ ขับรถผ่านวัดมานิดเดียวก็จะเจอหาดโล่งๆ แบบนี้ทันที
บริเวณนี้จะมีท่าจอดเรือประมงก็ชาวบ้าน และมีรีสอร์ทเล็กๆ อยู่บริเวณหาดด้วยครับ
และมีร้านอาหารสวัสดิการวัดเขากะโหลก อยู่บริเวณนี้ด้วย หากท่านทานข้าวที่นี่ ท่านก็จะเห็นวิวแบบนี้
มื้อเที่ยงวันนี้ผมเองก็ฝากท้องไว้ที่นี่แหละครับ และแน่นอนไปคนเดียวจะสั่งเยอะแยะก็เกรงใจตังค์ในกระเป๋า
เอาง่ายๆ ล่ะกัน
อีกจานเรียกว่าเต็มให้เต็มอีกสักนิด เดี๋ยวไม่มีแรงตะเวนเที่ยวต่อ อิอิ
อิ่มแล้วก็นั่งย่อยตรงนี้สักครู่ แต่มันจะเอาหลับเอานะสิ เลยไปต่อกันดีกว่า
แค่ 300 ร้อยเมตร ก็มีจุดให้แวะถ่ายภาพกันอีกแล้ว โบสถ์วัดเขากะโหลกนี่เอง
ด้วยสีสัน ที่สะท้อนแสงแดด เรียกได้ว่าแสบสันเข้าตากันเลยล่ะ
โบสถ์นี้ตั้งอยู่ติดกับเขากะโหลก ซึ่งหลังเขาที่เห็นก็จะเป็นทะเลจุดนึงที่มีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำกันเยอะ
ตอนนี้เที่ยงแล้ว แดดตอนนี้ไม่ต้องบอกให้บอกว่าร้อนเพียงใด แต่ฟ้ามันแจ่มจนอดใจไม่ได้ที่ต้องอดทนถ่ายภาพต่อไป
ไปดูด้านหลังกันบ้าง จะเป็นองค์พระพิฆเนศ สามารถเอาพวงมาลัยไปกราบไหว้ได้นะครับ
เอาล่ะแดดร้อนขนาดนี้ อยู่นานๆ อาจจะเป็นลมเอาได้
ทริป 2 วัน 1 คืน คราวนี้ ผมพักที่ foresta resort นี่ก็ได้เวลาเช็คอินน์แล้วล่ะ
การเข้าพักที่ foresta รีสอร์ท เราสามารถเช็คอินได้ด้านหน้าเลยครับ ซึ่งติดกับ Ley Cafe
ซึ่งเป็นร้านอาหารของทางรีสอร์ท
ไปดูห้องพักกันเลยดีกว่า ห้องที่ผมพักเป็นประเภท Poolside Room ซึ่งอยู่ติดกับสระว่ายน้ำกลางรีสอร์ท
เปิดประตูเข้าไปก็เจอภาพแบบนี้
ภายในห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครับครันครับ แถมมีกระติกน้ำร้อนและกาแฟ สามารถต้มน้ำ ชงดื่มเองได้ตลอดเวลา
ห้องโปร่ง แสงเข้าถึงเรียกว่าทั่วห้อง ผมชอบความสะอาดของรีสอร์ทนี้มากๆ ครับ
ห้องนี้สามารถพักได้ 2 คน ตามขนาดของเตียง แต่ผมมองว่า ถ้ามากัน 4 คนก็พอมีพื้นที่ให้เตียงเสริมอยู่เหมือนกันนะ เพราะห้องกว้างใช้ได้เลยล่ะ
มุมนี้จากในห้องมองไปยังนอกห้อง ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำ และตึกที่เห็นนั้นคือ ที่ทานอาหารเช้า
หากเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็เจอมุมห้องแบบนี้ กะถ่ายห้องน้ำมาให้ดูด้วยครับ
แต่ผมเข้าไปอาบน้ำจนมันเลอะไปหมดแล้วอ่ะ แหะๆ
เจอแดดเปรี้ยงมาตลอด พอมาเจอห้องสวยๆ เตียงนุ่มๆ แบบนี้ ผมชักจะออกอาการง่วงซะแล้วสิ zzz
มานั่งชมวิวหน้าห้องซะหน่อยก็แล้วกัน
เดินไปชมด้านหลังรีสอร์ท มีมุมให้ถ่ายรูปเล่นกันด้วยนะครับ สีมันเข้าตาดีจริงๆ
บริเวณภายในรีสอร์ทดูโล่งสบายตาดี ด้านหลังเป็นที่จอดรถของแขกที่มาเข้าพัก
ห้องนี้เป็นห้อง Honeymoon Sweet มีกำแพงล้อมรอบ เพื่อความเป็นส่วนตัว และมีสระว่ายน้ำในตัว
เนื่องจากยังไม่มีลูกค้าเข้าพัก ผมเลยขออนุญาตรีสอร์ทถ่ายภาพมาให้ชมกัน
ทางเข้าห้องพักต้องเดินผ่านสระน้ำ บริเวณหน้าห้อง
แหม ใครมาเป็นคู่ได้พักห้องนี้ล่ะก็น่าอิจฉาจริงๆ
มีเก้าอีกให้เอาไว้นั่งชิลล์กันฉองต่อฉองอีกด้วย
น้ำในสระใสสะอาดครับ มีคนดูแลตลอดเวลา อาจจะมีใบไม้ร่วงลงไปบ้าง ก็คงไม่ใช่เรืองแปลก
เพราะห้องพักนี้ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่
เปิดประตูห้องเข้าไป ก็เจอภาพห้องแบบนี้
มองจากมุมข้างในสุดออกมาข้างนอก จะเห็นได้ว่าห้องพักนั้นโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดีครับ
ตัวผมเองคงไม่มีโอกาสได้พักห้องแบบนี้ ตังค์น่ะพอหาได้ แต่คนไปพักด้วยนี่หายาก
ได้โอกาสถ่ายแล้วก็ถ่ายหลายๆ มุมหน่อย
เอ๋า เกือบลืมห้องน้ำแน่ะ ไปดูกันหน่อยว่า ห้องฮันนีมูน ห้องน้ำจะเป็นอย่างไร
ไอยะ!! สีมันหวานซะนะ
เสร็จกิจในห้องน้ำแล้ว เอ้ย ถ่ายเสร็จแล้ว ออกมาก็จะเจอเตียงนุ่มๆ รออยู่ (พูดเหมือนตัวเองพักงั้นแหละ)
มุมนี้เอาไว้นั่งดูหนังชิลล์ๆได้เลยล่ะ ซึ่งซีดี สามารถไปเลือกมาดูได้เองตามใจชอบ
โซฟาสีส้มตัวนี้ ดูเด่นอยู่กลางห้อง รู้สึกว่าห้องอื่นๆ จะไม่มีนอกจากห้อง Honeynoon sweet
มีสระว่ายน้ำในตัวแบบนี้ ดีจริงๆ เนาะ สามารถเล่นน้ำได้ทุกเมื่อ
หรือจะนั่งจิบกาแฟไป พร้อมนั่งแช่น้ำเย็นๆ ก็แหล่มใช้ได้นะ
หัวเตียงมีโคมไฟน่ารักๆ พร้อมภาพวาดออกแนวศิลปะ สีมันสวยดีครับ
เอาล่ะ กินก็อิ่มแล้ว น้ำก็อาบแล้ว ห้องก็มีแล้ว เพลียแดดทั้งวัน กลับไปห้องตัวเอง ขอสักงีบก่อนแล้วกัน
…………………………………………
ตื่นตอนเย็น ผมมีแพลนว่าจะไปถนนคนเดินปราณบุรี แต่….ผมลืมไปว่าวันนี้วันอาทิตย์….แป๊กเลยย
(ถนนคนเดินเปิดทุกวันเสาร์) ผิดแผนเลยทีนี้ทำไงดี ขับรถเที่ยวรอบนึง แล้วก็กลับมาถ่ายรูปแถวๆ รีสอร์ทนี่แหละ
ตลอดถนนเลียบชายหาดจะมีป้ายโฆษณาอันนี้อยู่ ผมก็มองหาว่าร้านอยู่ไหน ที่แท้ก็คือร้าน Ley Cafe
หน้ารีสอร์ทที่ผมพักนี่เอง ปั๊ดโธ่ ..หาตั้งนาน
ไหนๆ ก็ไม่ได้ไปไหนแล้ว เก็บภาพบรรยากาศกลางคืนซะหน่อยครับ
กลางวันก็มองเหมือนร้านอาหารทั่วไปเนาะ แต่พอกลางคืนสีสันและการจัดร้าน มันดูสวยดีแฮะ
ส่วนรสชาด หรือเมนูไหนน่าสนใจนั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน เพราะตอนนี้ยังอิ่มอยู่
แต่ขอแอบอ่านเมนูไว้พลางๆ ก่อนนะ
ทางเดินกลับห้องพัก เค้าจัดไฟได้สวยดีทีเดียว
มุมนี้ก็เป็นอีกมุม ที่ใครๆ เค้าก็ถ่ายกัน ถ้ามา foresta รีสอร์ท
กลางคืนที่ foresta resort จะเปิดไฟถึงสีทุ่มนะครับ ส่วนสระน้ำผมไม่แน่ใจว่าปิดกี่โมง
แต่คืนที่ผมไปพัก ไม่มีใครมาเล่นน้ำเลยแฮะ หรือว่าเค้าไม่กล้าเล่นเพราะผมนั่งอยู่แถวนั้นก็ม่ายรุ อิอิ
ส่วนตึกด้านขวามือ เป็นบริเวณที่ทานอาหารเช้านะครับ และก็มีหนังสือนิตยสาร รวมถึง DVD หนัง
สามารถหยิบไปดูที่ห้องได้
กลางคืนตรงจุดนี้สามารถมานอนชิลล์ดูดาวได้สบายเลยนะเนี่ยย
น้ำใสสะอาดน่าเล่นมากๆ แต่ก็นะ ไม่อยากโชว์กล้าม(พุง) เดี๋ยวจะทำให้สาวๆที่เห็นทรมานใจปล่าวๆ
วิวหน้าห้องที่ผมพัก แหมกลางวันก็วิวดี กลางคืนก็สวยไปอีกแบบ
นอนก็นอนไม่หลับครับ เพราะว่าดันนอนกลางวันไปซะแล้ว เลยออกไปกะหาอะไรกินหน่อย
แต่ครัวเค้าปิดแล้วครับ เค้าเปิด 5 ทุ่ม แป๊กอีกแระ
ไม่เป็นไร งั้นถ่ายรูปแทนล่ะกัน
Ley Cafe เป็นร้านอาหาร ที่ไม่ใหญ่มากนะครับ เล็กๆ กะทัดรัด ผมว่าแบบนี้แหละดี บริการจะได้ทั่วถึง
โชคดีที่มีบอลให้ดูก่อนนอน ผมนั่งดูบอลเป็นเพื่อนพนักงาน
เอ๊ะ!!! หรือเขานั่งเป็นเพื่อนผมหว่า บอลจบก็กลับไปนอน พรุ่งนี้ว่ากันใหม่
——————————————————————-
12 พฤศจิกยน 55
ตื่นแต่เช้าครับ เพราะชินกับวันธรรมดาที่ต้องตื่นไปทำงาน แต่ผมโชคไม่ดีเสียแล้วครับ ฝนตกหนักมาก
8 โมงเช้ากว่าจะหยุด สิ่งแรกที่ผมต้องทำเช้านี้คือ ทานอาหารเช้าไงครับ
ผมเป็นคนแรกที่มาทานอาหารเช้า แขกหลายๆท่าน คงยังพักผ่อนกันอยู่ แหม!! ก็นะ ฝนตกอากาศน่านอนขนาดนี้
ใครเค้าจะอยากลุกกันล่ะ นอกจากผม
อากาศเช้าวันนี้เย็นสบายครับ คงเพราะฝนตกหนักเมื่อเช้า ถึงแม้จะไม่มีแสงอาทิตย์ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกสดชื่นดีทีเดียว
ถึงแม้จะเป็นมื้อเช้าที่ดูเหงาและเงียบไปนิด แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความอร่อยลงไปเลยนะจะบอกให้
อาหารเช้าชุดนี้ เป็นชุดที่ทางห้องครัวจัดมาให้เลยครับ น่าทานไหมเอ่ย
อ่ะอะ เปลี่ยนมุมมั่ง ถ่ายไปหลายภาพเลยกว่าจะได้กิน (ว่างจัด)
อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือข้าวต้มหมู อาหารฝรั่งดีแค่ไหน ก็สู้ข้าวต้มหมูแบบไทยๆ เราไม่ได้เนาะ ว่าไม๊
และพลาดไม่ได้กับขนมปังของที่นี่นะครับ ผมเอะใจว่าทำไมมันไม่เหมือนที่เคยกิน ได้คำตอบว่า
เป็นขนมปังที่ทาง foresta resort เค้าทำเองนะครับ
หอม อร่อย นุ่มลิ้นกว่าขนมปังจ้าวตลาดที่เรารู้จักเยอะ
อะอะ ตามด้วย ผลไม้และน้ำส้มหน่อย จะได้ครบชุด (กว่าจะได้กิน ถ่ายภาพไปเกือบครึ่งชั่วโมง)
อิ่มแล้วก็ไม่รอช้าครับ ขับรถมุ่งไปยังบริเวณหมู่บ้านแถวๆ ปากน้ำปราณ เพื่อไปดูวิถีชาวเล
แต่เช้านี้เงียบสงัด ฝนก็ยังปรอยๆ ลงมาเรื่อยๆ เมื่อผิดแผน(อีกครั้ง) ผมออกอาการเคว้งทันที
งั้นกลับไปนอนดูหนังที่ foresta resort ดีกว่า
แต่ผมเห็นห้องนี้เปิดประตูอยู่ เลยขออนุญาตรีสอร์ทถ่ายภาพ ห้องนี้เป็นห้อง Deluxe Room
ห้อง Deluxe room มีประตูบานใหญ่ มองออกไปจะเห็นสีเขียวของใบไม้รอบๆ ห้อง
มันช่างเข้ากับสีของห้องเสียจริงๆ
หากมองมุมนี้เราเห็นว่า ห้องนั้นเน้นความโปร่ง โล่งสบาย อากาศ ณ ตอนนี้ถ้าใครมาพักผมว่าไม่ต้องเปิดแอร์ก็ยังได้เลย
ห้องมีความโล่ง โปร่งสบายจริง แต่ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัว ก็อย่าลืมปิดม่านกันด้วยล่ะ เค้ามีม่านไว้ให้พร้อมแล้ว
ขอยลห้องน้ำหน่อย โอ้วว!!! ข้าวม่าวว ทำไมสีห้องน้ำมันตัดกันกับสีห้อง เยี่ยงนี้เนี่ยย สีส้มแปร๋นมาเลย อิอิ
อีกห้องเป็น Superior Room ห้องนี้ออกโทนสีฟ้าอ่อนหน่อย เข้าไปในห้องแล้วรู้สึก ซอฟท์ๆ ตาดีแท้
จากที่ดูด้วยสายตาแล้ว รู้สึกจะเป็นห้องที่เล็กสุด(ไม่แน่ใจนะครับ) แต่กะทัดรัดดี แต่ผมชอบสีแบบนี้แฮะ
ถึงแม้จะเป็นห้องเล็ก แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ก็มีเหมือนห้องอื่นๆ นะครับ เท่าที่ผมสังเกต
ห้องน้ำนี่สีฟ้าเลยอ่ะ ดูจากหลายๆ ห้อง สีห้องน้ำรู้สึกจะตัดกับสีห้องพัก เกือบทุกห้องเลยแฮะ
สงสัยเป็น concept ของทางรีสอร์ทเค้า
Famiry room เป็นห้องที่มี 2 เตียง เหมาะสำหรับครอบครัว เตียงใหญ่อยู่ซ้ายมือ ส่วนอีกเตียงอยู่ในห้องเล็กๆ น่ารักๆ
อันนี้เตียงใหญ่ น่าจะสำหรับคุณพ่อ คุณแม่นะ
โทนสีของห้องนี้ ออกไปทางสีเขียวอ่อน ทำให้ห้องนั้นดูสว่าง ไม่ทึบ
มาดูอีกเตียงดีกว่า อยู่ในห้องมินิกะทัดรัด
ถึงแม้จะเป็นห้องเล็กในห้องใหญ่ แต่ก็มีหน้าต่าง รับแสงด้านนอก เหมือนกันนะ ที่นี่เค้าเน้นความโล่ง โปร่งสบายจริงๆ
เตียงเหมาะสำหรับนอนคนเดียว แต่ถ้ามีเจ้าตัวเล็ก 2 คน ก็ไม่น่าจะมีปํญหา
ส่วนห้องน้ำรู้สึกจะเป็น Concept เดียวกันทั้งรีสอร์ท แตกต่างกันตรงสี และขนาดของแต่ละห้อง
ทริปนี้กลายเป็นว่า ผมถ่ายรีวิวรีสอร์ทซะเป็นส่วนใหญ่ อิอิ ได้เวลาเช็คเอาท์ กลับกันแล้วล่ะ
เดี๋ยวกะว่าแวะที่ ซานโตรีนี่ ต่อเลย
ออกไปเช็คเอาท์ เห็นลูกค้ามานั่งกินข้าวกันที่ Ley Cafe เต็มเลย ไอ้เราก็นะ แอบดูเมนูเค้ามาแล้วเมื่อคืน ก่อนกลับก็ลองดูหน่อยก็ดี
จากการสอบถามได้การว่า ลูกค้าของ Ley Cafe นั้นนอกจากจะเป็นแขกที่พักใน Foresta resort แล้ว
ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าจะที่พักที่อื่นนะครับ แวะเวียนกันมาชิมอย่างไม่ขาดสาย
เอาล่ะเมื่อดูบรรยากาศรอบๆ กันไปแล้ว เรามาลองดูอาหารกันมั่งดีกว่า
จานแรกเมนูหอย ของโปรดผม “หอยแมลงภู่อบชีส”
เนื้อนุ่มลิ้นมากๆ กลิ่นมันหอมยั่วยวนใจ 1 ตัว ได้สองคำพอดิบพอดี (แต่บางตัวผมกิน 1 คำเลยนะ แหะๆ)
ธรรมดาผมไม่กินกาแฟ แต่วันนี้ขอหน่อยเถอะ กินอิ่มขนาดนี้ อากาศก็ครึ้มๆ กลัวจะหลับในตอนขากลับ เอากาแฟโด๊ฟหน่อย แต่อย่างว่าล่ะนะ จะสั่งโอยั๊ว โอเลี้ยงเค้าก็คงไม่มี นี่เลยสั่ง Caramel Macciato มากินคู่กับหอย เอากะผมสิ
เมนูต่อไป เป็นเมนูแนะนำ “Foresta Salad”
ดูหน้าตาแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเหมือนสลัดทั่วไป แต่สูตรเด็ดอยู่ที่น้ำสลัดครับ ขนมปังก็เป็นขนมปังทำเอง
เมนูโดนใจคนชอบกินผักเยี่ยงผม คอนเฟิร์มว่าอร่อยมากกก (หมดก่อนจานอื่นเลยล่ะ)
เอาเป็นว่าผมขอเวลาสักครู่ เพื่อจัดการเจ้าสองเมนูนี้ก่อนนะครับ
ของหวานพวกเบเกอรี่ก็มีกันนะครับ อันนี้อยู่ในตู้ ผมถ่ายผ่านกระจกมาให้ดู
และสุดท้าย เป็นเมนูแนะนำอีกอย่างคือ Chocolate Bomb
สำหรับของฝากนั้นไม่ต้องแวะซื้อที่ไหน Pizza Samoked Salmon ที่ Ley Cafe นี่แหละครับ
แต่ก่อนที่จะถึงมือคนรับ ผมก็ซัดเข้าก่อน 2 ชิ้น ก็ใครจะไปอดใจไหว ขอบแป้งนุ่มซะขนาดนี้
เมนูนี้ผมเห็นชาวต่างชาติเค้าสั่งเกือบทุกโต๊ะ และก็ทำให้ผมได้รู้ว่าพิซซ่าที่อร่อย และไม่เอียนมันเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง
สำหรับรายละเอียดที่พักที่ Foresta Resort และร้านอาหาร Ley Cafe นั้น สามารถเข้าไปชมกันได้ที่ www.forestaresort.com เลยครับ
ทริปนี้อันที่จริงผมไม่ได้เน้นที่เที่ยวมากนัก แค่อยากขับรถเที่ยวเรื่อยเปื่อย แถวๆ ทะเลปราณบุรี แค่นั้นเอง จึงเลือกเดินทางวันอาทิตย์-จันทร์ ถือว่าเป็นทริปที่ผมพอใจมากๆ นอกจากได้เที่ยวทะเลตามต้องการแล้ว ยังโชคดีที่ได้รู้จักและกราบไหว้พระเก่าแก่ของเมืองปราณบุรี อย่างหลวงพ่อชนะมาร และถึงแม้จะเจอฝนออกไปไหนไม่ได้ แต่ยังมีรีสอร์ท สวยๆ อย่าง foresta resort ให้ถ่ายภาพเล่น ตามประสาคนชื่นชอบการถ่ายภาพอย่างผม ถือว่าไม่เบื่อเลยล่ะ
ปราณบุรียังเป็นทะเลสะอาด อีกทั้งยังสงบ อุตสากรรมการท่องเที่ยว ยังไม่ได้ทำลายวิถีแห่งท้องทะเลมากนัก อีกทั้งปราณบุรีเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทริปเที่ยว 1 วันไปกลับของใครหลายๆ คน เพราะอยู่ใกล้ๆกรุงเทพ อีกทั้งขากลับ ยังสามารถแวะสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้อีก เช่น swiss sheep farm, ซานโตรีนี่, หัวหิน ,ชะอำ ,เขาวัง เป็นต้น หรือทริป 2 วัน 1 คืน ก็น่าสนใจ หากต้องการสัมผัสทะเลปราณบุรีแบบใกล้ชิดมากขึ้น
ส่วนท่านใดที่ต้องการดูรีวิวเพิ่มเติม สามารถดูได้จาก รีวิวปราณบุรี อีกทริปนึงครับ
ขอบคุณที่ติดตาม ขอบคุณมากมาย ขอบคุณอย่างแรง
นายหัว..
อุปกรณ์:
กล้องดิจิตอล : Olympus OMD EM5
เลนส์ : M.Zuiko 12-50 f/3.5-6.3 ,Panasonic Leica DG Summilux 25F1.4
