บ้านอีต่อง ที่พัก ร้านอาหารสำหรับผู้พิชิตเขาช้างเผือก

บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านที่อยู่กลางขุนเขา ภายในเขตอุทยานทองผาภูมิ ที่แห่งนี้เคยเป็นที่พักของแรงงานงานเหมืองปิล๊อก ซึ่งปัจจุบันเหมือนดังกล่าวได้ปิดตัวลงไปแล้ว

บ้านอีต่องจะเป็นทางผ่านก่อนที่จะขึ้นเขาช้างเผือก ดังนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานจะใช้ที่นี่เป็นด่านสุดท้าย ตรวจสอบความพร้อมของนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปเขาช้างเผือก หมู่บ้านแห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งที่พัก แหล่งเสบียง และร้านค้าและร้านอาหารของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจจะไปพิชิตเขาช้างเผือก
การเดินทางไปยังเขาช้างเผือก บางคนใช้วิธีการเดินทางไปถึงบ้านอีต่องในตอนเช้า แล้วก็เตรียมตัวขึ้นเขาในตอนเช้านั้นเลย แต่มีหลายท่านที่เดินทางไปถึงบ้านอีต่องในตอนกลางวัน หรือตอนเย็น ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องค้างที่บ้านอีต่องคืนนึง เพื่อเตรียมตัวก่อนขึ้นเขาช้างเผือกในวันรุ่งขึ้น

บ้านอีต่อง เขาช้างเผือก กาญจนบุุรี
บ้านอีต่อง เขาช้างเผือก กาญจนบุุรี

ที่พัก ร้านค้า ร้านอาหารในบ้านอีต่องนั้น มีไม่เยอะ อีกทั้งลักษณะหมู่บ้านเป็นถนนเส้นตรง จึงไม่ลำบากนักสำหรับการเลือกใช้บริการแต่ละแห่ง แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปก็คงยังมองภาพไม่ออก วันนี้ผมจึงนำเอาที่พัก และร้านอาหารที่ผมพอจะเก็บข้อมูบไว้มาแนะนำกัน  ซึ่งอย่างน้อยก็จะช่วยให้ท่านที่ต้องการเดินทาง สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการวางแผน

ที่พักบ้านอีต่อง
อีต่องโฮมสเตย์          โทร 087-1690394 , 087-1561264, 088-5421763 , 089-8035504
ณัต เอ่ง ต่อง เฮ้าท์    โทร 081- 9423057
บ้านตอไม้                   โทร 081-7558043, 034-546663

บ้านมีชื่น โฮมสเตย์   โทร 034-546663 , 081-7558043

อาร์ม โฮมสเตย์          โทร  086-1703410

บ้านพักชายน้ำ           โทร   081-7558043

*ไม่มีชื่อ                        โทร  081-0130453

ร้านอาหารบ้านอีต่อง

น้องหน่อย  (*แนะนำ*)  080-7885919 , 093-0013069

ครัวสุดแดน                    โทร   081-7558043

ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นข้อมูลดิบนะครับ เพราะผมไม่ได้ไปพูดคุยสอบถามกับเจ้าของที่พักหรือร้านอาหารโดยตรง หากเป็นไปได้แนะนำให้หาข้อมูลที่อื่นเพิ่มเติมด้วย เพื่อความชัวร์นะครับ

ไกลแค่ไหน คือไกล้ เขาช้างเผือก

เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรีเป็นสถานที่ที่ผมวางแผนจะไปไว้นานมาก แต่ติดปัญหาหลายๆ อย่าง มาวันนี้เป็นวันที่ผมสมหวังเสียที

ก้าวแรกจากบ้านอีต่อง ผมรู้ทันทีว่าทริปนี้ต้องเสียเหงื่อ เสียแรง แต่ไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจครั้งนี้ ผมและคณะออกเดินทางเวลา 9.29น. ในตอนเช้า ไปถึงสถานที่กางเต๊นท์เวลา 13.20 น.  …4 ชั่วโมงกับการเดินเท้า บนเส้นทางที่มีทั้งชันขึ้น และลาดลง มันบอกกับผมว่าคนเราถึงแม้ใจจะพร้อม แต่ถ้ากายและสุขภาพไม่พร้อม ก็ใช่ว่าจะทำตามฝันได้

เขาช้างเผือก กาญจนบุรี
เขาช้างเผือก กาญจนบุรี

การปั่นจักรยานทุกเช้าของผม ช่วยให้ผมเดินขึ้นเขาช้างเผือกได้ดีขึ้นโดย ไม่เมื่อยขา หรือเจ็บกล้ามเนื้อเหมือนเมื่อก่อน แต่เขาช้างเผือกมันไม่ง่ายแค่นั้น สภาพร่างกายที่เราเคยคิดว่าพร้อม มันกลับไม่พอสำหรับเขาช้างเผือก

ผมรับประกันว่าหลายคนที่ขึ้นเขาช้างเผือก ใช้ปากแทนจมูกเพื่อหายใจ และมีอาการที่เรียกว่าหัวใจเต้นไม่ทัน ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น  เล่นเอาเกือบน็อคกันเลยทีเดียว

ความลำบากและความเหนื่อยล้าระหว่างเดินทางนั้น ผมไม่อยากพูดอะไรมาก ของอย่างนี้ต้องไปพิสูจน์กันด้วยตัวเอง แล้วคุณจะสัมผัสความรู้สึก ณ เวลานั้นได้ดีกว่าคำบอกเล่าของคนอื่น บางคนขึ้นไปเจอฝน เจอลม หรือบางคนขึ้นไปเจอหมอก สุดท้ายมีคำถามว่ามันคุ้มค่าหรือไม่กับการขึ้นเขาช้างเผือก สำหรับผมมันยิ่งกว่าคุ้มค่าเพราะสิ่งที่ผมเจอ คือผมเจอ..ตัวเอง

ปิงปาลีย์ รีสอร์ท ที่พัก กาญจนบุรี

รีวิว ปิงปาลีย์รีสอร์ท ที่พักกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแควน้อย

ไทรโยค กาญจนบุรี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวนึงที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวสด และสายน้ำใสๆ อีกทั้งต้นปีนั้น ที่นี่อากาศจะเย็นกำลังดี และมีหมอกให้เห็นบ้างในบางครั้ง ผมเดินทางมาเที่ยวไทรโยคคราวนี้ เน้นพักผ่อนเป็นหลัก เนื่องจากเคยตระเวนเที่ยวมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้ เหตุจูงใจอย่างนึงของการมาไทรโยคคราวนี้ คือ ปิงปาลีย์ รีสอร์ท ที่พัก กาญจนบุรี ที่ใครๆ ก็บอกว่าสวย บรรยากาศดี และมีบริการที่เป็นกันเอง แน่นอนสำหรับผม….ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น

ว่าแล้วก็จองกันเลยกับที่พักกาญจนบุรีที่ริมแม่น้ำแควน้อยแห่งนี้ ถ้าจะให้แนะนำว่าจองกับที่ไหนดี ก็ลองดูที่ Traveloka ก็ได้ เพราะมักจะได้ราคาดี บางครั้งถ้ามีส่วนลดโปรโมชั่นก็จะยิ่งถูกลงไปอีก หรือจะดูที่พักกาญจนบุรีอื่นๆ ก็ได้ มีให้เลือกเยอะทั้งแบบธรรมชาติหรือแบบหรูหรา เลือกเอาตามใจชอบได้เลย มีเปรียบเทียบราคากับรีวิวลูกค้าให้ดูก่อนด้วย

ผมเดินทางอย่างไม่เร่งรีบ ขับรถแบบเรื่อยเปื่อย ถึงไทรโยค บ่ายสองกว่าๆ นี่คือแผนที่ ปิงปาลีย์ รีสอร์ท โดยรวมๆ รีสอร์ทอยู่ระหว่าง ปราสาทเมืองสิงห์ กับ ถ้ำกระแซ

ปิงปาลีย์

ทางเข้าปิงปาลีย์ รีสอร์ท จะเป็นประมาณนี้นะครับ

ปิงปาลีย์

ย่างเข้าปิงปาลีย์ รีสอร์ทปั๊บ ก็รับ Welcome Drink กันก่อน มีเครืองดื่มทั้งแบบร้อนและเย็น ให้เลือก
แต่ผมเลือกทั้งสอง อิอิ

ปิงปาลีย์

คุ๊กกี้ทีนี่เค้าทำเองนะครับ แต่ละชิ้นก็นะช่างพอดีคำ (เอ๊ะ หรือคนอื่นเค้ากินหลายคำ)

ปิงปาลีย์

ผมนั่งพูดคุยกับพี่ป้อม เจ้าของปิงปาลีย์ รีสอร์ท สักพัก เลยรู้ว่าที่นี่มีบริการนวดไทยด้วย
เอาน่ะไหนๆ ทริปนี้ตั้งใจมาพักผ่อนอยู่แล้ว จัดสักหน่อยล่ะกัน

ปิงปาลีย์

ปิงปาลีย์ รีสอร์ท มีห้องแยกไว้เฉพาะสำหรับความเป็นส่วนตัว ของแขกที่ต้องการใช้บริการนี้

ปิงปาลีย์

มีที่นอนสำหรับนวด 2 ที่ ซึ่งสามารถให้หมอนวดไปนวดที่ห้องพักก็ได้นะครับ

ปิงปาลีย์

ช่วงบ่ายๆ แก่ๆ แบบนี้ นวดไป ฟังเพลงไป เคลิ้มเกือบหลับไปเลยล่ะ

ปิงปาลีย์

ผมนวดเสร็จก็เย็นแล้วล่ะ แต่ยังพอมีแสงให้ถ่ายภาพอยู่บ้าง เดี๋่ยวเราไปเดินดูรอบๆ ปิงปาลีย์กัน

ปิงปาลีย์

ออกจากห้องนวดซึ่งอยู่โซนด้านหน้ารีสอร์ท จะมีป้ายบอกทางห้องพักต่างๆ ไว้อย่างละเอียด

ปิงปาลีย์

เดินตรงไปขวามือ เป็น ปิงปาลีย์ 3 และ ปิงปาลีย์ 4 แล้วห้องผมอยู่ตรงไหนเอ่ย
อ่ะ นั่นไงมีป้ายบอกทางอยู่ข้างหน้านั่น

ปิงปาลีย์

พอถึงจุดนี้ โซนล่างจะเป็นห้องที่ติดริมแม่น้ำทั้งหมด จำป้ายนี้ไว้นะครับ เดี๋ยวจะงง กับคำอธิบายของผม
ทางซ้าย เป็นห้องปิงปาลีย์8 ถัดไป เป็นห้องปิงปาลีย์1
ส่วนปิงปาลีย์9 นั้นเป็นห้องที่อยู่ชั้นล่างของปิงปาลีย์1 แต่ใช้ทางลงด้านขวา
ทางขวา จะเป็นห้องปิงปาลีย์ 2 ครับ
ส่วนที่เห็นหลังคาตรงกลางนั้น คือ Dining Room ครับ

ปิงปาลีย์

แต่เอ๊ะ พอมองไปทางซ้าย สีสันของห้องปิงปาลีย์ 8 มันดึงดูดใจให้ต้องเดินไปแชะสักภาพ

ปิงปาลีย์

รู้สึกว่าข้างๆ ห้องปิงปาลีย์ 8 จะมีบันไดลงไปข้างล่างนะนั่น แว๊บไปดูหน่อยดีไหม

ปิงปาลีย์

อ๋อใช่ครับ มันเป็นทางลงไปห้องปิงปาลีย์ 1 ครับ ซึ่งเป็นห้องพักที่หันหน้าเข้าหาแม่น้ำแควน้อยเลยล่ะ

ปิงปาลีย์

ส่วนที่เราเห็นอยู่ตรงกลางคือ Dining Room ซึ่งมีสองชั้น

ปิงปาลีย์

แน่นอนครับที่นี่เป็นที่พัก ที่ติดริมแม่น้ำแควน้อยเลย ช่วงเย็นแบบนี้ต้องไปยลบรรยากาศริมน้ำกันก่อน

ปิงปาลีย์

ไอ้ผมก็มัวแต่เดินชมเรื่อยเปื่อย เผลอแป๊บเดียว จะสิ้นวันอีกแล้วเหรอเนี่ย วันสุข นี่มันช่างสั้นเสียจริงๆ เนาะ

ปิงปาลีย์

อื้มมม เก้าอี้ริมฝั่ง ไม่สิต้องเรียกว่าเก้าอี้ริมตลิ่ง เอาไว้นอนดูพระอาทิตย์ตกแบบชิลล์ๆ

ปิงปาลีย์

กลางๆ ของทางขึ้นลงจะมีเบาะ อีกสองชุด ไว้ให้เรานอนเล่นฟังเสียงน้ำไหลกัน

ปิงปาลีย์

หรือจะเลือกนั่งคุยกันไป มองวิวหาดทรายขาวฝั่งตรงข้ามไปด้วย ก็แหล่มไปอีกแบบ เรียกว่าเลือกได้ตามใจชอบ

ปิงปาลีย์

ผมค่อยๆ พาร่างกายอันเบาหวิว ลงมาด้านล่าง ซึ่งจะมีสระว่ายน้ำแบบธรรมชาติให้เราเล่นกันได้แบบปลอดภัย

ปิงปาลีย์

แต่ก็อย่างที่บอกครับ วันสุขมันแสนสั้น พระอาทิตย์ตกดินแล้วล่ะ คงต้องขึ้นฝั่งกันก่อน
เดี๋ยวจะมาสำรวจให้อีกทีพรุ่งนี้เช้า

ปิงปาลีย์

ชะเฮ้ยยยย!!! สูงเหมือนกันนะเนี่ย แต่ไม่ต้องกังวลครับ บันไดของปิงปาลีย์ รีสอร์ทเค้าใช้โครงเหล็กที่แข็งแรง
แต่หากเท้าเปียกก็ก้าวอย่างระวังกันด้วยล่ะ

ปิงปาลีย์

เอาล่ะได้เวลาเข้าห้องพักกันแล้ว ไขกุญแจเปิดประตู…และนี่คือห้องพักของผมสำหรับค่ำคืนนี้

ปิงปาลีย์

ใช่แว้ววว ห้องนี้คือห้อง ปิงปาลีย์ 2 นั่นเอง เรียกว่าเห็นคราแรก ก็ต้องบอกว่ารักเลยอ่ะ

ปิงปาลีย์

ปิงปาลีย์2 เป็นห้องพักที่เห็นวิวด้านหน้าแบบพาโนรามา เป็นห้องที่วิวดีที่สุดเลยล่ะครับ

ปิงปาลีย์

ด้านขวามือเป็นหาดทรายสีขาวเนียน น่าข้ามไปจังเนาะ

ปิงปาลีย์

ประตูเป็นกระจกบานใหญ่ ทำให้ไม่มีอะไรมาบังลูกกะตา หากต้องการนอนชมวิวอยู่ในห้อง

ปิงปาลีย์

ห้องน้ำนั้นเป็นห้องน้ำแบบ open ไม่มีประตู โว้ววว แบบนี้มันเหมาะสำหรับฮันนีมูนชัดๆ อิอิ

ปิงปาลีย์

อุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นมีให้อย่างครบครัน

ปิงปาลีย์

เดินเข้าไปในห้องน้ำ ฝั่งขวาเป็นห้องอาบน้ำ แบบหลังคาใสขุ่น (มองไม่เห็นจากด้านนอก)

ปิงปาลีย์

ส่วนฝั่งซ้ายเป็นอ่างอาบน้ำ ซึ่งมองไปทางหน้าต่าง นั่นก็คือแม่น้ำแควน้อย แหม ได้บรรยากาศพักผ่อนจริงๆ

ปิงปาลีย์

มุมนี้มองจากห้องน้ำ ออกไปยังห้องนอน ไม่มีประตูนะครับ ไม่ต้องมองหา อิอิ

ปิงปาลีย์

ดูมุมกว้างๆ ของห้องปิงปาลีย์2 กันบ้างครับ จะได้เห็นภาพรวมทั้งหมดของห้อง

ปิงปาลีย์

โอยยย ชักจะทนไม่ไหวแล้วล่ะ เจอที่พักแบบนี้ ตามันปรือๆ แล้วล่ะ

ปิงปาลีย์

เปิดทีวีดูไปด้วยดีกว่า ที่ปิงปาลีย์ ติดจานรับสัญญาณทุกห้องนะ รู้สึกช่องหนังจะเยอะเป็นพิเศษ

ปิงปาลีย์

มื้อค่ำที่นี่ ทุ่มตรง ก่อนจะอาบน้ำกินข้าว ชมห้องรอบ ๆ ไปก่อนเนาะครับ

ปิงปาลีย์

เตียงที่นี่ใหญ่ดีครับ โดยเตียงจะเป็นปูนสีขาว ที่ยกขึ้นมาจากพื้นห้อง

ปิงปาลีย์

ข้างๆ นั้นจะมีโซฟาตัวใหญ่ ไว้ให้นั่งเล่นกัน แต่ผมมองว่าใช้นอนได้อีกเตียงได้เลยนะนั่น

ปิงปาลีย์

บริเวณนอกห้องนั้นเริ่มมืดแล้วครับ พอตกค่ำๆ สีของห้องพัก ก็สวยไปอีกแบบ

ปิงปาลีย์

ตั้งแต่เข้ามาผมยังไม่ได้เปิดแอร์นะ อากาศดีมากๆ จนลืมแอร์ไปซะแล้ว

ปิงปาลีย์

ดูภาพมุมกว้างของห้อง ในช่วงเวลา twilight กันอีกสักภาพ

ปิงปาลีย์

ปิงปาลีย์

ตกกลางคืน ใครมาเป็นคู่ ก็สามารถสร้างสรรค์บรรยากาศโรแมนติก ด้วยตัวเองได้ โดยโคมไฟหัวเตียง อิอิ

ปิงปาลีย์

สำหรับตู้เย็น รีโมททีวี ไดร์เป่าผม อุปกรณ์เครืองใช้ และสวิทต์ไฟหลัก จะอยู่โซนหัวเตียงทั้งหมด

ปิงปาลีย์

เราออกไปนั่งชมบรรยากาศนอกห้องบ้างเนาะ

ปิงปาลีย์

ตะวันโพล้เพล้ เป็นช่วงที่บรรยากาศรอบๆ ห้อง และริมน้ำสวยมาก ใครพักปิงปาลีย์ รีอส์ท
ห้ามพลาดช่วงเวลานี้นะ

ปิงปาลีย์

ชะเง้อมองที่ไปที่ Dining Room สักหน่อย ใกล้ถึงเวลาอาหารค่ำยังน้อ หิวแล้วอ่ะ

ปิงปาลีย์

โต๊ะทานมื้อค่ำคืนนี้ บรรยากาศดีทีเดียวล่ะ

ปิงปาลีย์

มาแล้วครับ เมนูของผมมื้อนี้คือ สเต็ก พ่อครัวไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเจ้าของรีสอร์ทนี่แหละครับ

ปิงปาลีย์

เอาเหอะ มาคนเดียวซะนี่ งั้นก็ขอโรแมนติกคนเดียวล่ะกัน

ปิงปาลีย์

เป็นสเต็กที่อร่อยมากครับ ทีแรกผมกลัวว่าจะกินไม่หมด แต่จิบไวน์ไป ทานไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า …เกลี้ยง

ปิงปาลีย์

อิ่มเอาการอยู่ เลยต้องเดินเล่น เพื่อย่อยอาหารสักหน่อย

ปิงปาลีย์

เสียดายว่าวันนี้มีเวลาน้อยไปหน่อย แป๊บเดียวก็ค่ำซะแล้ว ยังไม่ได้เดินชมรอบๆ รีสอร์ทสักเท่าไหร่

ปิงปาลีย์

เดี๋ยวพรุ่งนี้ ค่อยว่ากันใหม่ ตอนนี้มันไม่ไหวแล้ว ขอนอนก่อนล่ะกันครับ zzz

ปิงปาลีย์

——————————————————————————
วันนี้ผมตื่นแต่เช้า ชะเฮ้ยยย !!! เช้าที่ไหน นี่มัน 9 โมงกว่าแล้ว คงเพราะฤทธิ์ไวน์เมื่อคืนแน่ๆ อิอิ

ปิงปาลีย์

ชาวบ้านแถวนั้นเค้าออกทำมาหากินกันแล้ว เราเพิ่งตื่น… แต่เอ๊ะ ..ก็เรามาพักผ่อนนี่นา

ปิงปาลีย์

ผมไม่แปลกใจครับ ว่าทำไมผมนอนจนตื่นสายแบบนี้ ก็เพราะอากาศ 17 องศานี่เอง เย็นสบายมากๆ

ปิงปาลีย์

สายขนาดนี้ หวังว่ายังมีมื้อเช้าให้ทานอยู่นะ อิอิ

ปิงปาลีย์

จัดการธุระส่วนตัวเสร็จ มื้อเช้าก็รออยู่แล้ว พ่อครัวก็คนเดีมอีกนั่นแหละ อิอิ

ปิงปาลีย์

หน้าตาหน้าทานเนาะ ตื่นซะสายแบบนี้ หิวแบบนี้ จะรอช้าทำไมกันล่ะ

ปิงปาลีย์

ต้องยอมรับว่าอากาศตอนเช้าสุดยอดมาก มาพักผ่อนคราวนี้ ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ

ปิงปาลีย์

ริมน้ำเช้าๆ แบบนี้ จิบกาแฟ หรือชาสักถ้วยนี่แจ่มเลยนะ

ปิงปาลีย์

แต่พอดีผมไม่ดื่มกาแฟ เลยขอนอนชิลล์ๆ ล่ะกัน (เพิ่งตื่นนะนี่ นอนอีกล่ะ)

ปิงปาลีย์

เจอแดดกระทบตอนเช้าๆ ทำให้น้ำสีเขียวเข้ม มองแล้วเย็นตาดีจริง ๆ

ปิงปาลีย์

บรรยากาศตอนเช้ากับตอนเย็น คนละแบบกันเลย โชคดีจริงที่ผมได้สัมผัสทั้งสองช่วงเวลา

ปิงปาลีย์

เดี๋ยวเราลองลงไปดูข้างล่างดีกว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว

ปิงปาลีย์

น้ำนิ่ง ใส เย็นดีซะด้วย ดูสิครับ สีเขียวปั๊ดเลย อยากกระโดดจริงไรจริง

ปิงปาลีย์

ฝั่งตรงข้ามเป็นชายหาดสีขาว นี่ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมว่ายน้ำข้ามไปแล้ว แต่ตอนนี้เอิ่ม…เอาไว้ก่อน

ปิงปาลีย์

สระน้ำที่นี่ เป็นน้ำธรรมชาติจากแม่น้ำแควน้อยนี่แหละครับ ทางรีสอร์ทเค้าทำไว้ให้เล่นน้ำกัน
แบบสะดวกและปลอดภัย

ปิงปาลีย์

เหมาะมากนะครับสำหรับ ใครที่อยากสัมผัสน้ำจริงๆ จากธรรมชาติ ไม่ใช่น้ำในสระที่มีแต่คลอรีน
หรือจะหัดว่ายน้ำก็ได้เนาะ ข้างล่างเป็นตาข่ายรับประกันว่าไม่จมไปไหนแน่ๆ

ปิงปาลีย์

เราดูโซนริมน้ำกันไปแล้ว ต่อไปผมจะเริ่มจากโซนหน้ารีสอร์ทเลย

ปิงปาลีย์

เข้ามาในปิงปาลีย์ เราจะเจอล๊อบบี้น่ารักๆ แบบนี้ ก่อนจะไปห้องพัก ก็นั่งดื่ม welcome drink
ให้หายเหนื่อยกันก่อน

ปิงปาลีย์

หรืออาจเรียกว่าเป็นมุมกาแฟนะ จะสั่งกาแฟสด มาดื่มให้หายเหนื่อยกันก่อนก็ได้

ปิงปาลีย์

ถึงแม้ล๊อบบี้จะไม่ได้ติดริมน้ำ แต่ความโล่ง โปร่ง ก็ช่วยให้มีลมพัดผ่าน เย็นสบายดีทีเดียวครับ

ปิงปาลีย์

มุมนี้เราสามารถเห็นโซนหน้ารีสอร์ททั้งหมด รวมถึงที่จอดรถ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรีสอร์ท

ปิงปาลีย์

ถัดมาจากล๊อบบี้ก็จะเป็น จุดบริการสำหรับฟิตเนส อาจจะมีอุปกรณ์ไม่เยอะ แต่ก็เพียงพอสำหรับวันพักผ่อนเบาๆ

ปิงปาลีย์

เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ก็จะเจอป้ายบอกทางแบบนี้ ซ้ายมือเป็นห้องซาวน่า ขวามือเป็นห้องคาราโอเกะ

ปิงปาลีย์

ผมขอไปดูห้องคาราโอเกะ ทางขวาก่อนล่ะกัน

ปิงปาลีย์

ไอยะ เปิดประตูเข้าไปนี่ สีมันจี๊ดมากเลย สีสวยมากครับ

ปิงปาลีย์

คราแรกผมคิดว่า ปิงปาลีย์มีห้องพักแนวโรแมนติค แบบนี้ ห้องคาราโอเกะ ก็คงสำหรับคนแค่สองคน

ปิงปาลีย์

แต่ห้องมันกว้างซะ 10 คน ยังไหวเลยนะนี่

ปิงปาลีย์

เราย้อนออกกลับมาดูห้องทางซ้ายมือ ก็คือห้องซาวน่ากันบ้าง

ปิงปาลีย์

ห้องนี้ถูกออกแบบให้มิดชิด ไม่สามารถมองเห็นได้จากด้านนอก แต่ก็ยังมีช่องรับแสง
ทำให้ห้องดูไม่ทึบหรือมืดเกินไป

ปิงปาลีย์

เป็นห้องซาวน่าที่มีความกะทัดรัด และอุปกรณ์ต่างๆ ครบครันดีทีเดียว

ปิงปาลีย์

มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ทีวี น้ำดื่ม กาแฟพร้อม เปิดบริการตลอดถ้าลูกค้าต้องการนะครับ

ปิงปาลีย์

ถัดมาจากห้องซาวน่า จะเป็นห้องพระ ซึ่งพี่ป้อมเจ้าของรีสอร์ท เป็นคนชอบนั่งสมาธิ จึงมีห้องนี้ขึ้น

ปิงปาลีย์

แต่ลูกค้าคนไหนต้องการไหว้พระ หรือนั่งสมาธิ ทางรีสอร์ทก็ยินดี

ปิงปาลีย์

เดินชมกันต่อไป เราจะเจอห้องพัก 3 ห้องติดกัน คือ ปิงปาลีย์ 5-7

ปิงปาลีย์

ห้องพักโซนนี้จะเหมือนกันทั้ง 3 ห้องครับ แต่ห้องปิงปาลีย์7 จะเป็นห้องที่ต่างจากห้องอื่น ตรงที่มีโซฟา

ปิงปาลีย์

สีของห้องพักนั้น จะเป็นโทนสีคล้ายๆ กัน ห้องนี้ผมมองว่าเป็นห้องที่กะทัดรัดดีมาก

ปิงปาลีย์

หากเราสังเกตดูสีในห้องนั้นจะมีไม่กี่สี แต่เค้าออกแบบได้เข้ากันอย่างลงตัว ห้องพักดูสวยได้
โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสันสันฉูดฉาด

ปิงปาลีย์

ห้องน้ำของปิงปาลีย์ 7 open หรือเปล่า ดูได้จากประตูในกระจก อิอิ

ปิงปาลีย์

ผมละชอบโซฟาแต่ละห้องของปิงปาลีย์ จริงๆ เลย นอกจากนั่งเล่นแล้ว นอนเล่นก็ยังได้เลย

ปิงปาลีย์

สีสันของระเบียงด้านนอก ก็สะดุดตาใช่เล่นครับ เห็นแล้วชวนให้นั่งมากมาย

ปิงปาลีย์

ปิงปาลีย์ 7 มีระเบียงที่กว้างเป็นพิเศษ ห้องพักอาจไม่ติดริมน้ำตรงๆ แต่ก็สามารถเห็นวิวแม่น้ำได้จากลานระเบียง

ปิงปาลีย์

ผมขอข้ามห้อง ปิงปาลีย์ 5-6 ไปเลยเนาะเพราะมีแขกเข้าพัก แต่ยังไงห้องพักก็คล้ายๆ
กับปิงปาลีย์ 7 นี่แหละครับ

ปิงปาลีย์

หากเดินกลับออกมาทางเดิม เดินไปหน่อย ขวามือก็จะเป็นห้องพัก ปิงปาลีย์3-4 โซนนี้ห้องไม่ว่าง
ผมเลยไม่ได้เข้าไปครับ

ปิงปาลีย์

ต่อไปเราไปยลห้องปิงปาลีย์8 กันต่อ ซึ่งเมื่อวานตอนเย็นผมได้ถ่ายภาพให้ชมไปบ้างแล้ว

ปิงปาลีย์

ปิงปาลีย์8 เป็นอีกห้องนึงที่ติดริมน้ำ ห้องนี้สวยมาก ระเบียงหน้าห้องพัก มองเห็นวิวแม่น้ำแควน้อย
ได้อย่างชัดเจน

ปิงปาลีย์

โทนสีห้อง เหมือนกับห้องอื่นๆ คือพื้นห้องสีขาวครีม ตัดกับโทนสีส้มแดง ของผ้าปูเตียงและหมอน

ปิงปาลีย์

มีประตูกระจก ที่สามารถเปิดรับอากาศบริสุทธิ์จากข้างนอกได้เต็มที่ เรียกว่าแอร์ธรรมชาติก็เย็นสบายแล้วล่ะ

ปิงปาลีย์

ระเบียงนั้นติดกับต้นไม้ใหญ่และแม่น้ำแควน้อย นอนรับไอธรรมชาติกันได้เต็มๆ

ปิงปาลีย์

ห้องน้ำของปิงปาลีย์8 นั้นเมื่อเปิดประตูเข้ามาจะอยู่ซ้ายมือ แยกออกไปเหมือนเป็นอีกห้องนึงเลย

ปิงปาลีย์

ผมชอบห้องน้ำห้องปิงปาลีย์8 มาก เพราะแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน
มีไม้ประดับ ทำให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนอย่างไงอย่างงั้น

ปิงปาลีย์

ถึงแม้ตอนนี้แดดเริ่มจะแรงขึ้นตามเวลา แต่ภายในห้องยังเย็นสบายได้โดยไม่ต้องเปิดแอร์เลยครับ
น่านอนจริงๆ (อีกล่ะ)

ปิงปาลีย์

อยากจะลองเอนกายลงบ้าง แต่ก็นะเดี๋ยวผ้าปูเค้ายับ เอาแค่ได้เข้ามาชมก็สมใจล่ะ

ปิงปาลีย์

มุมนั่งชิลๆ ที่ระเบียงหน้าห้อง ลมพัดโกรกเบาๆ ได้อารมณ์ริมน้ำดีแฮะ

ปิงปาลีย์

ขอนั่งพักบ้างไรบ้างน่ะ ….เอาล่ะ ยังพอมีเวลาพาไปชมกันอีกสักห้องนึง..

ปิงปาลีย์

ใช่ครับ อย่างที่บอกไปตั้งแต่แรกว่า บันไดหน้าห้องปิงปาลีย์8 นั้นเป็นทางลงไปยังห้องปิงปาลีย์1

ปิงปาลีย์

เดินลงไปแล้ว ลองมองย้อนกลับมา มุมก็สวยดีเนาะ

ปิงปาลีย์

ห้องปิงปาลีย์1 เป็นห้องที่มีลักษณะคล้ายห้องปิงปาลีย์2 มากที่สุด
เพียงแต่ห้องนี้อยู่ทางซ้ายมือ หากเราหันหน้าเข้าหาแม่น้ำแควน้อย

ปิงปาลีย์

ซึ่งเป็นห้องพักที่มีระเบียงหน้าห้องติดกับแม่น้ำแควน้อยเลย

ปิงปาลีย์

ผมคาดว่าห้องนี้ บรรยากาศตอนกลางคืน ก็คงสวยไม่แพ้ห้องปิงปาลีย์2 แน่ๆ

ปิงปาลีย์

อ่างอาบน้ำ รอให้คุณไปนอนแช่น้ำเล่น พร้อมชมวิวแม่น้ำสีเขียวใส ที่อยู่นอกหน้าต่างนั้น

ปิงปาลีย์

ส่วนห้องน้ำนั้น ก็เป็น open ชวนให้วาบหวิว เช่นเดียวกันกับห้อง ปิงปาลีย์2

ปิงปาลีย์

ขอนั่งพักบนโซฟานุ่ม หน่อยนะ อย่างที่รู้ๆ กัน ไปพักรีสอร์ทไหน ถ้าห้องพักมีกลิ่นอับนี่ รู้สึกเสียอารมณ์เนาะ
แต่ที่นี่คงไม่มีอ่ะ ก็ดูสิ แสงส่องซะทั่วห้องขนาดนี้

ปิงปาลีย์

เตียงนุ่มๆ ใหญ่น่านอนซะเหลือเกิน หวังว่าคงยั่วยวนให้ใครหลายๆ คน อยากนอนมั่งเนาะ อิอิ

ปิงปาลีย์

พอๆ อยู่ใกล้เตียงมากไม่ได้ ตาชักจะปรือๆ ทุกที ไปชมระเบียงกันบ้างดีกว่า

ปิงปาลีย์

ว้าวว วิวหน้าห้องปิงปาลีย์1 ก็แจ่มไม่แพ้ห้องไหนเหมือนกัน ว่าไม๊?

ปิงปาลีย์

หากใครพักที่นี่แล้วอยากได้ห้องพักวิวดีๆ …ปิงปาลีย์1 ก็โอเคเลยล่ะ สำหรับความเห็นผม

ปิงปาลีย์

ต่อไปเป็นห้องสุดท้าย ที่ผมจะรีวิวให้ดูกันวันนี้ นั่นคือ ปิงปาลีย์9

ปิงปาลีย์

ปิงปาลีย์9 เป็นห้องพักติดริมน้ำอีกเช่นกัน โดยเป็นห้องที่อยู่ชั้นล่างของปิงปาลีย์1 ตามภาพครับ

ปิงปาลีย์

แค่วิวหน้าห้องก็ชวนให้เข้าไปชมซะแล้วล่ะ ป่ะ เดี๋ยวเราไปสำรวจพร้อมกัน

ปิงปาลีย์

ก้าวข้ามประตูไป ก็เจอวิวแบบนี้เลยครับ สำหรับปิงปาลีย์9

ปิงปาลีย์

ปิงปาลีย์9 อาจจะไม่ใหญ่เหมือนเหมือนห้องปิงปาลีย์1 และ 2 นะครับ แต่ ขนาดห้องนั้นก็เกินพอสำหรับ 2 คน

ปิงปาลีย์

ห้องนี้ต้องบอกว่าใกล้ริมแม่น้ำกว่าทุกๆ ห้องนะ เพราะอยู่ชั้นล่างเลย กระโดดจากระเบียงลงน้ำได้เลยมั้ง
(อย่าทำตามผมนะ 55)

ปิงปาลีย์

ห้องน้ำอาจจะเล็กลงไปตามสัดส่วนของห้อง แต่พื้นที่ใช้สอยก็ยังเหลือเฟือ

ปิงปาลีย์

ผมรู้สึกชอบห้องปิงปาลีย์9 เป็นพิเศษ บอกกับตัวเองไว้เลย ถ้ามีโอกาสมาพักที่นี่อีก ห้องนี้แแหละที่ผมจะเลือก

ปิงปาลีย์

หากดูจากมุมนี้จะเห็นได้ชัดเลยครับ ว่าปิงปาลีย์9 นั้นใกล้กับริมแม่น้ำขนาดไหน

ปิงปาลีย์

ตอนนี้เลยเวลาเที่ยงมาแล้ว ผมคิดว่าคงถึงเวลากลับแล้วล่ะครับ

ปิงปาลีย์

ปิงปาลีย์รีสอร์ท ที่พัก ไทรโยค เป็นรีสอร์ที่มีห้องพักเพียง 9 ห้อง ดังนั้นการดูแลของรีสอร์ทจึงเป็นไปอย่างทั่วถึง รีสอร์ทเน้นความเงียบสงบและความเป็นส่วนตัว เหมาะอย่างยิ่งกับการพักผ่อน อีกทั้งตัวรีสอร์ทอยู่ติดกับริมแม่น้ำแควน้อย สายน้ำใสและ สีเขียวของต้นไม้ จะช่วยทำให้รู้สึกถึงความสดชื่นของอากาศ และผ่อนคลายไปกับวันหยุดได้อย่างเต็มที่ อาหารที่แสนอร่อย มาพร้อมกับความใส่ใจในการให้บริการ ทำให้ปิงปาลีย์ดึงดูดใจให้ผมต้องไปเยือนอีกครั้ง

ปิงปาลีย์

จริงแท้แค่ไหน ท่านต้องมาพิสูจน์เองที่ …..ปิงปาลีย์ รีสอร์ท ไทรโยค กาญจนบรี ไกล้ ๆ กรุงเทพแค่นี้นี่เอง…

ดูริวิวปิงปาลีย์รีสอร์ทเพิ่มเติม ได้ที่ ช่วงเวลาแห่งความสุข @ ปิงปาลีย์ รีสอร์ท กาญจนบุรี

ติดต่อสอบถามข้อมูลที่พัก
โทรศัพท์ : 090 1387309, 087 5492744
อีเมล์ : pingplalee@gmail.com
เวปไซต์ : www.pingplaleeresort.com

ขอบคุณที่ติดตาม ขอบคุณมากมาย ขอบคุณอย่างแรง …..

รีวิวเที่ยวไทรโยค บ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก กาญจนบุรี

เที่ยวไทรโยค บ้านไม้ไผ่ป่า รีสอร์ท ที่พัก กาญจนบุรี

ไทรโยค กาญจนบุรีผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวไทรโยคอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยไปเที่ยวเฉพาะที่น้ำตกไทรโยคเท่านั้น ทริปนี้การเดินทางของผมมีพี่ที่ทำงานร่วมทางไปด้วย เราออกจากกรุงเทพ สีโมงเย็น แต่ระหว่างทางเจอฝนกระหน่ำตลอด ไปถึงไทรโยคปาเข้าไปก็สองทุ่มกว่าแล้ว พอไปถึงที่นัดหมาย รถดันแอร์พังอีก โชคดีที่คุณอ้อม เจ้าของที่พัก บ้านไม้ไผ่ป่า มารอรับอยู่แล้ว เลยให้คนในพื้นที่แก้ไขเบื้องต้น จนรถสามารถขับต่อได้

มาถึงกันซะป่านนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาไรกินกันก่อนครับ
ที่นี่เลย “ชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์” ร้านนี้หาไม่ยากครับ อยู่ติดกับที่ทำการอำเภอไทรโยคนั่นเอง
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

อย่างเพิ่งคิดว่าเป็นร้านสเต็กอย่างเดียวนะครับ เค้ามีอาหารอย่างอื่นด้วย
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

ผมชอบบรรยากาศภายในร้านจัง จัดไฟได้สวยเย็นตา เอาเป็นว่าขับรถผ่านนี่ สะดุดตาเลยล่ะ
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

นอกจากนั้นยังมีนักร้องทั้งหญิงชาย เสียงดี มาคอยขับกล่อมเสียงเพลงในขณะทานข้าวด้วยครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

ดูจากราคาอาหาร+บวกบรรยากาศในร้านแล้ว บอกได้เลยครับ ว่าคุ้มสุดๆ
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

จะสั่งไรกันดีล่ะ เมนูอาหารก็เยอะเหลือเกิน หิวจนตาลายหมดแล้วตอนนี้ งั้นเอาที่เค้าแนะนำล่ะกัน
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

เมนูแรกเป็นปลาคังลวกจิ้ม มาไทรโยคทั้งทีไม่กินปลาคังได้เยี่ยงไร รสชาด ไม่ต้องพูดถึง มันแซ่บมาก
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

เมนูต่อไปเป็นลูกชิ้นทอด อันนี้ร้านเค้าแนะนำ น้ำจิ้มอร่อยเด็ดทีเดียว
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

เมนูสุดท้ายอันนี้ผมสั่งเป็นต้มยำไก่บ้าน ก็นะอยู่แต่ กทม กินแต่ไก่เนื้อยุ่ยๆ ขอกินไก่บ้านเนื้อแน่นๆ หน่อยเถอะ
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

เอาล่ะ มือไม้สั่นไปหมดแล้ว ขอเวลาสักครู่
ไทรโยค กาญจนบุรีชัชวาลย์ สเต็กเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไทรโยค กาญจนบุรี

กินอิ่มกันแล้ว ไปที่พักกันเลยดีกว่า คืนนี้เราพักที่ “บ้านไม้ไผ่ป่า” ซึ่งเป็นบ้านพักที่อยู่ริมน้ำ หลังที่ว่าการอำเภอไทรโยค
บ้านไม้ไผ่ป่า เป็นที่พักในลักษณะเป็นบ้านทั้งหลังริมน้ำ แต่ราคาค่าเช่าจะคิดตามจำนวนแขกที่พักนะครับ
ไม่ได้คิดทั้งหลัง รายละเอียดบ้านไม้ไผ่ป่า
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ส่วนของกินนั้นต้องเตรียมกันมาเอง บ้านไม้ไผ่ป่า ไม่มีบริการด้านอาหารนะครับ
ส่วนจะซื้ออะไรนั้น มี เซเว่น อยู่ใกล้ๆ มิต้องกังวล เรียกว่าเมา เอ้ย..กินกันได้ทั้งคืน
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ด้านหน้าบ้านพัก มีเก้าอีกพร้อมสำหรับเอาไว้ตั้งวงกินเหล้า เอ้ย..กินข้าว พร้อมอุปกรณ์ปิ้งย่าง มีเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ที่จอดรถหน้าบ้านกว้างขวางครับ มุมนี้มองจากในบ้านไปหน้าบ้าน รถจอดหน้าบ้านได้เลยครับ ไม่ต้องกังวล
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

เข้าไปในบ้าน จะมี Welcome fruit เป็นกล้วย อิอิ (อันนี้ผมมั่วเองนะ)
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ผมและพี่ที่มาด้วยจะนอนกันห้องนี้ล่ะ เป็นห้องที่อยู่ชั้น 1
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ห้องกว้างมากครับ เหมาะสำหรับนอนหลายๆ คนได้สบาย มีทีวีพร้อมจานสัญญาณ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

การจัดห้องนั้นเน้นความสะอาด โปร่ง และเรียบง่ายครับ พื้น และเฟอร์นิเจอร์เป็นไม้ล้วนๆ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการดูแลบ้านไม้นั้นทำได้ยาก แต่ไม้ที่นี่ยังอยู่ในสภาพดีทั้งนั้นเลยครับ แสดงว่าดูแลได้ดีมาก
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ถึงแม้บ้านอยู่ติดริมน้ำ อากาศจะเย็นตอนกลางคืน แต่ก็ยังมีแอร์ไว้คอยบริการ ตามมาตรฐานห้องพักทั่วๆ ไปนะครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ที่ชั้นเดียวกัน ก็มีห้องครัว พร้อมอุปกรณ์ทำครัวพร้อมสรรพ เรียกได้ว่างานนี้ทำกับข้าวกินได้สะดวกเลยล่ะ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ส่วนห้องน้ำนั้น กว้างเป็นพิเศษเพื่อรองรับแขกเข้าพักจำนวนมากๆ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ในห้องอาบน้ำมีการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น สามารถเลือกอาบน้ำได้ทั้งแบบฝักบัว หรือตักอาบแบบลูกทุ่ง (อันนี้ผมชอบ อิอิ)
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ห้องน้ำก็เป็นชักโครกมาตรฐานทั่วไปครับ หลังคานั้นโล่ง ทำให้ห้องน้ำไม่มีกลิ่นอับ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

เนื่องจากเรามาถึงกันดึกแล้ว บวกกับเพิ่งกินข้าวกันเสร็จ เลยต้องขอตัวนอนกันก่อน เช้าพรุ่งนี้ว่ากันอีกที

——————————————————————————————————–

คุณอ้อมเจ้าของ บ้านไม้ไผ่ป่า โทรมาปลุกแต่เช้า เพื่อบอกว่าวันนี้หมอกหนา
เราไม่รอช้า ขยี้ขี้ตา แล้วออกกันไปทันที
ไทรโยค กาญจนบุรีไทรโยค กาญจนบุรี

บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวริมทาง ก่อนถึงโรงพยาบาลไทรโยค ประมาณ 1 กิโลเมตร
ไทรโยค กาญจนบุรีไทรโยค กาญจนบุรี

ด้านล่างจะเป็นป่าไม้ไผ่ จุดนี้สามารถมองเห็นแม่น้ำแควน้อยได้ด้วยด้วยครับ
ไทรโยค กาญจนบุรี ไทรโยค กาญจนบุรี

โชคดีจริงๆ แฮะ เวลาผมตั้งใจไปดูหมอกที่ไหน ไม่เคยเจอเลย แต่มาเจอเอาตอนที่ไม่ได้ตั้งใจ
ไทรโยค กาญจนบุรีไทรโยค กาญจนบุรี

แต่คงอาจจะเพราะอากาศไม่ได้หนาวจัด สักพักหมอกก็เริ่มจางหายไปแล้วล่ะ ทำให้เห็นวิวภูเขาชัดขึ้น
ไทรโยค กาญจนบุรีไทรโยค กาญจนบุรี

เราขับรถกลับที่พักกันก่อน ดูรายการสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว บอกให้รู้ว่าต้องมาเยือนไทรโยคอีกครั้งแน่นอน
เพราะคราวนี้คงเที่ยวไม่ทั่วแน่ๆ
ไทรโยค กาญจนบุรีที่ทำการอำเภอ ไทรโยค กาญจนบุรี

ขับรถผ่านสะพาน เห็นวิวมันสวยดีเลยจอดรถถ่ายภาพหน่อย ซ้ายมือคือปางช้างไทรโยคนะครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีปางช้าง ไทรโยค กาญจนบุรี

ยังเช้าอยู่เรากลับมาตั้งหลักที่ บ้านไม้ไผ่ป่า ก่อน
เปิดตู้เย็นดูว่ามีไรกินมั่ง แหะๆ ไม่ได้ซื้ออะไรมาเลย แล้วจะมีได้ไง จะมีก็แค่ที่บ้านพักเค้าเตรียมไว้ให้นี่แหละ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

งั้นไปทำไรกินในครัวดีกว่า
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

เครืองครัวทางที่พักเค้าเตรียมให้พร้อมจริง แต่ไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือมาเลยนี่สิ เช้านี้จะกินอะไรกันล่ะที่นี้
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

แต่ค่อยยังชั่วหน่อยที่ทางบ้านพักเค้าเตรียมกาแฟ กับ ขนมปังไว้ให้ ยังไงก็พอมีอะไรรองท้องก่อน
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

เอากันเข้าไปพอจะออกไปหามื้อเช้ากิน ฝนดันกระหน่ำตกซะ จากที่ถามคุณอ้อม(เจ้าของบ้านพัก) เค้าบอกว่าฝนไม่ตกมาหลายวัน อืม..โชคดีเป็นของผมจริงๆ เจอฝนติดกันสองทริปล่ะ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

เอาล่ะไหนๆ ก็ออกไปไหนไม่ได้ เราไปชมห้องพักชั้นบนกันดีกว่า
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

บ้านพักเป็นบ้านไม้สองชั้น มีห้องพักชั้นละ 1 ห้อง แต่รองรับแขกได้ถึง 20 กว่าคนเลยทีเดียว
เพราะลานกลางบ้านกว้างมาก
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ขนาดของห้องพอๆ กับห้องชั้นล่างครับ แต่รู้สึกห้องนี้สีจะสดใสกว่าหน่อย ตรงที่สีของเนื้อไม้
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

การตกแต่งห้องนั้นเน้นความเรียบง่าย โปร่ง และสะอาดเหมือนกันห้องชั้นล่าง
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

โซนหน้าต่างนั้นเปิดออกไปกะจะเห็นวิวแม่น้ำแควน้อยเลย แต่ตอนนี้ฝนตกหนัก ขอปิดไว้ก่อน แหะๆ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ฝนตกๆ แบบนี้ เจอบรรยากาศห้องแบบนี้ มันชวนให้นอนอีกรอบเสียจริงๆ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ตัวห้องนั้นกว้างสามารถนอนได้หลายคนนะครับ แต่ทางบ้านพักเค้าเตรียมเตียงเสริมไว้แค่ 1 เตียง
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

คอนเฟิร์มนะครับ ว่าที่นี่กลางคืนอากาศเย็นดีจริงๆ ถึงแม้จะมีแอร์ทุกห้อง แต่คาดว่าคงไม่ได้ใช้
ตอนผมนอนผมไม่ได้เปิดแอร์ ยังนอนห่มผ้าเลยครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

รอบบ้านนั้นจะเป็นต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ สังเกตได้จากนอกหน้าต่าง ช่วงกลางวันถ้าอากาศร้อน แต่ที่นี่ไม่ร้อนครับ
เย็นสบายๆ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ที่ชั้นสองจะมีระเบียงกว้างๆ แบบนี้ ซึ่งเราสามารถตั้งวง เอ้ย ชมวิวแม่น้ำแควน้อยได้เช่นกัน
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

หลังจากฝนหยุดตก ผมเดินเก็บภาพรอบบ้านนิดหน่อย สีเขียวต้นไม้ตอนเช้าๆ มองแล้วชุ่มชื่นดีแท้
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ข้างบ้านมีชิงช้าไม้ สามารถโล้เล่นไปด้วย ชมวิวแม่น้ำแควน้อยไปด้วย ได้เลย
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ท่านใดที่ต้องการนอนพักผ่อนเงียบๆ พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์จากแม่น้ำ ก็มีเก้าอี้ไว้บริการ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

บริเวณนี้เป็นจุดที่เห็นวิวแม่น้ำแควน้อย ซึ่งตรงข้ามกับปางช้างไทรโยค สามารถเห็นช้างลงเล่นน้ำได้
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

บริเวณนี้อาจมีต้นไม้บังวิวไปบ้าง เหตุผลที่คุณอ้อม(เจ้าของบ้านไม้ไผ่ป่า)บอกก็คือ ไม่อยากตัดต้นไม้เพราะจะทำให้แดดส่องเข้าบ้าน และอาจทำให้หน้าดินบริเวณนี้พังทะลาย หากไม่มีต้นไม้ใหญ่
..ผมอยากให้เจ้าของรีสอร์ท หลายๆ ที่คิดแบบนี้มั่งจัง …
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ระเบียงบ้านชั้นสอง ก็เป็นอีกจุดนึง ที่สามารถมานั่งรับลมเย็นๆ จากแม่น้ำได้เช่นกัน
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ส่วนบริเวณหลังบ้านนั้นจะโล่งเตียน สามารถกางเต๊นท์ได้ โดยมีห้องน้ำนอกบ้านไว้คอยบริการ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

ผมกะลังถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย พี่เค้าตะโกนว่าให้ไปกินข้าว คุณอ้อม(เจ้าของที่พัก เค้าซื้อมาให้)
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

คุณอ้อมเค้าออกตัวใหญ่ว่า เป็นแค่กับข้าวบ้านๆ แต่หารู้ไม่ว่าน้ำพริกปลาทูนี่แหละ
คือ สุดยอดของอาหารที่ผมโปรดปรานที่สุด
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

เมนูต่อไปเป็นแกงอ่อมหน่อไม้
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

แล้วก็ตามด้วยปลาร้าหลน เมนูมีอีก 2-3 อย่าง แต่ตอนนี้ผมไม่มีสมาธิจะถ่ายภาพซะแล้วล่ะ
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

หลังจากกินจนอิ่มแล้ว สมาธิผมก็กลับมาอีกครั้ง
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

อ่ะๆ อีกชิ้นก็แล้วกันเกรงใจเจ้าของบ้าน
ไทรโยค กาญจนบุรีบ้านไม้ไผ่ป่า ที่พัก ไทรโยค กาญจนบุรี

กว่าฝนจะหยุดตก เวลาล่วงเลยไป 11 โมงแล้วล่ะครับ เป้าหมายต่อไปของเราคือ ถ้ำกระแซ
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี

แหม ฟ้าหลังฝนนี่ มันช่างสวยอะไรเช่นนี้
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี

เดินไปตามทางรถไฟนิดเดียว ก็ถึงปากทางเข้าถ้ำกระแซแล้วล่ะครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี

แวะเข้าไปกราบพระ เพื่อเป็นศิริมงคลกันก่อนครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี

ในถ้ำนี้มีประวัติที่มานะครับ ใครแวะไปล่ะก็อย่าลืมอ่านประวัติก่อนเน้อ จะได้รู้ที่มาที่ไป
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี

ออกมาจากถ้ำแล้ว ก็เดิมชมวิวแถวๆ นี้ดูหน่อย ที่เห็นขวามือนั้น น่าจะเป็นบ้านริมแคว แพริมน้ำ
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี

ที่ไทรโยค กาญจนบุรีนั้น กลางคืนอากาศอาจจะเย็นจริงครับ แต่กลางวันนี่ ร้อนใช้ได้เลยล่ะ
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี

ผมอยู่ที่บริเวณถ้ำกระแซได้สักพัก ก็เดินย้อนกลับ เดี๋ยวเราไปหาไรดื่มแก้ร้อนกันหน่อยดีกว่า
ไทรโยค กาญจนบุรีถ้ำกระแซ ไทรโยค กาญจนบุรี

ใช่ครับไปหาไรดื่มในห้องน้ำนี่แหละ
..เย่ย มิใช่แระ อันนี้เป็นห้องน้ำ ของ “ริมน้ำคาแฟ่” ต่างหาก
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

ริมน้ำคาเฟ่ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ติดแม่น้ำแควน้อย อยู่ระหว่างทางไปถ้ำกระแซนั่นล่ะ
เป็นร้านกาแฟที่ตกแต่งได้น่ารักทีเดียว
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

เดินเข้าไปก็จะเจอเจ้าตัวเล็ก นั่งเปลคอยต้อนรับแบบนี้
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

เอาล่ะเราเข้าไปดูในร้านกันดีกว่า
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

เป็นร้านกาแฟที่ไม่ได้กว้างมากครับ แต่จัดร้านได้ดูโล่งดีแท้ ทางเข้าร้านจะมีสะพานซึ่งทำจากไม้หมอนรถไฟ บ่งบอกถึงความเป็นไทรโยคไปในตัว
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

ภายในร้านมีมุมไว้ให้เรานั่งจิบกาแฟ และก็ชมของสะสมชิ้นเล็กๆ ที่ทางร้านได้นำมาจัดวางได้อย่างลงตัว
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

สีสันนั้นเรียกว่าจี๊ดกันเลยทีเดียว แต่ก็มีลายเพดานที่น่าจะทำจากเสื่อคอยดึงความจี๊ดของสีลงมาหน่อย
ทำให้เข้าไปในร้านแล้ว กลับรู้สึกว่าสีมันดูสบายๆ (ผมคิดเอาเองทั้งนั้น 55)
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

นั่งจิบกาแฟ รับลมเย็นๆ จากแม่น้ำแควน้อยไปพลาง ผมกะจะเอากีตาร์มาเล่นบรรเลงเพลงซักหน่อย แต่ดันลืมไปว่า ผมถนัดเคาะขวด หรือ เคาะกะละมังมากกว่า
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

นอกจากจะมีกาแฟสดแล้ว ก็ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ ไว้คอยบริการอีกหลายอย่าง
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

ด้านหลังก็มีที่ให้นั่งนะครับ เดินผ่านประตูออกไป แต่วันนี้เก้าอี้ยังไม่พร้อม เพราะเจอฝนเมื่อเช้า
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

อีกมุมนึง อยู่โซนหน้าร้าน โต๊ะนี้ดีหน่อยตรงที่ได้รับลมจากแม่น้ำเต็มๆ แถมมีดอกไม้สีสดๆ ประดับโต๊ะ
ทำให้ดูสดชื่นดีทีเดียว
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

ไม่ได้สวยแค่ดอกไม้นะครับ สังเกตแจกันดอกไม้สิครับ ผมว่าเจ้าของร้านเค้าใส่ใจในทุกรายละเอียด
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

มาดูมุมจากในร้าน ออกไปนอกร้านกันบ้าง
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็สวยน่ารักทุกมุมเลยว่าไหม
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

เอาล่ะไปเดินดูโซนริมน้ำกันบ้างดีกว่า ระเบียงที่ยื่นออกไป กว้างพอสมควร และตอนนี้กะลังโดนครอบครัวนึงยึดพื้นที่ อิอิ
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

นอกร้านก็มีโต๊ะให้นั่งหลายโต๊ะอยู่เหมือนกัน แต่ทว่า ผลจากฝนตกเมื่อคืน ก็เลยยังพร้อมให้บริการเท่าไหร่นัก
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

ริมน้ำคาเฟ่ มีอากาศที่เย็นสบาย น่านั่ง อาจเป็นเพราะร้านนั้นตั้งอยู่ริมน้ำ และรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่เยอะมาก
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

และนี่เป็นจุดชมวิวที่ลูกค้าทุกคนต้องเดินมา ก็ไม่น่าแปลกหรอกครับ วิวดี อากาศดีซะขนาดนี้
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

นอกจากนั้นรอบๆ ร้านยังเต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้บรรยากาศรอบร้านมากยิ่งขึ้น
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

เอาเป็นว่าไปเที่ยวถ้ำกระแซแล้ว อย่าพลาดแวะริมน้ำคาเฟ่ เสียล่ะ เดี๋ยวจะหาว่านายหัวไม่บอก
อ้อเกือบลืม แวะไปเยี่ยมเยียนทักทาย ริมน้ำคาเฟ่ ทาง facebook ได้ที่นี่ครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีริมน้ำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ไทรโยค กาญจนบุรี

หลังจากนั้นเราไปดูปางช้างวังโพธิ์กันต่อครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีปางช้างวังโพธิ์ ไทรโยค กาญจนบุรี

ที่ปางช้างเราสามารถให้อาหารช้างได้นะครับ ส่วนใครอยากขี่ช้าง ที่นี่มีบริการขี่ช้างลงน้ำด้วยนะครับ
ไทรโยค กาญจนบุรีปางช้างวังโพธิ์ ไทรโยค กาญจนบุรี

หลังจากที่ข้าวของจาก บ้านไม้ไผ่ป่า เราก็มุ่งกลับกรุงเทพกันที เนื่องจากรถผมแอร์เสียเลยต้องตัดใจลาไทรโยคก่อนเวลาอันควร แต่ขากลับก็ไม่ลืมแวะวัดถ้ำเสือ อำเภอท่าม่วง เพื่อกราบไหว้หลวงพ่อชินประทานพร
วัดถ้ำเสือ ท่าม่วง  กาญจนบุรีวัดถ้ำเสือ ท่าม่วง กาญจนบุรี

ถึงแม้เราจะไปถึงวัดถ้ำเสือเย็นแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังเต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชน ที่แวะมาขอพรหลวงพ่ออย่างไม่ขาดสาย
วัดถ้ำเสือ ท่าม่วง  กาญจนบุรีวัดถ้ำเสือ ท่าม่วง กาญจนบุรี

ไหน ๆก็มาวัดถ้ำเสือแล้ว ผมไม่พลาดที่จะขึ้นบันได 177 ขั้น เพื่อขึ้นไปกราบไหว้พระสารีริกธาตุที่ประดิษฐานที่ที่ชั้น 9
วัดถ้ำเสือ ท่าม่วง  กาญจนบุรีวัดถ้ำเสือ ท่าม่วง กาญจนบุรี

ขึ้นไปถึงนั่งหอบอยู่สักพัก พอยกกล้องขึ้นจะถ่ายภาพ เจ้าหน้าที่ก็ขึ้นมาบอกว่า
“หมดเวลาแล้วค่ะ เชิญลงได้เลยค่ะ เราจะปิดแล้ว”
ไอยะ!!! …สุดท้ายผมได้มาแค่ภาพเดียว
วัดถ้ำเสือ ท่าม่วง  กาญจนบุรีวัดถ้ำเสือ ท่าม่วง กาญจนบุรี

ส่วนตอนขาลง ก็ไม่ลืมเก็บภาพหลวงพ่อชินประทานพร แบบกว้างๆ มาฝากกัน
วัดถ้ำเสือ ท่าม่วง วัดถ้ำเสือ ท่าม่วง กาญจนบุรี

การเดินทางไปไทรโยคทริปนี้ค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร รถมีปัญหา แต่ก็ยังดีมีคนแถวนั้นแก้ไขให้ใช้ได้เบื้องต้น ต้องขอขอบคุณคุณอ้อม แห่งบ้านไม้ไผ่ป่า ที่คอยเป็นไกด์ให้พวกเรา และคอยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ส่วนขากลับนี่ต้องบอกว่าสุดๆครับ รถแอร์เสีย ฝนก็ตกหนัก ร้อนก็ร้อนแต่เปิดกระจกไม่ได้ หนำซ้ำเจอรถติดที่นครปฐมเกือบสองชั่วโมง เรียกว่างานนี้กว่าจะกลับถึงกรุงเทพเนี่ย เล่นเอาเหนียวกันทั้งตัว แต่ก็สนุกดีครับ …

ขอบคุณที่ติดตาม ขอบคุณมากมาย ขอบคุณอย่างแรง
นายหัว..

อุปกรณ์:
กล้องดิจิตอล : Olympus OMD EM5,Nikon D3
เลนส์ : M.Zuiko 12-50 f/3.5-6.3 ,Nikor 14-24N

สังขละบุรี สะพานมอญ ขอพรหลวงพ่ออุตตมะ

สังขละบุรี สะพานมอญ กาญจนบุรี หลวงพ่ออุตตมะ

สังขละบุรี ใครได้ยินชื่อนี้ ก็คงนึกถึงสะพานไม้ ท่ามกลางไอหมอก ที่เย็นฉ่ำ แต่สำหรับทริปนี้
คงมีเพียงแต่ทุ่งหญ้าที่เย็นตา สายน้ำที่เย็นกาย กับสายไยแห่งมิตรภาพเท่านั้น
สังขละบุรี

ตี 5 ของวันที่ 30 เมษายน เราออกเดินทางจากหมอชิต โดยรถ บขส กรุงเทพฯ-ด่านเจดีย์สามองค์
ค่ารถคนละ 293 บาท …2 ชั่วโมงถึง บขส กาญจนบุรี …..และอีก 4 ชั่วโมง สำหรับ สังขละบุรี

11 โมง เราถึงจุดจอดของ บขส. บริเวณตัวเมืองสังขละ และใช้บริการพี่วิน(มอไซค์) อีก 15 บาท
เพื่อไปยังสะพานมอญ
สังขละบุรี

สายฝนเพียงแค่ทำให้ทุ่งหญ้าชุ่มฉ่ำ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับแม่น้ำซองกาเรีย ที่ตื้นเขินในเวลานี้
สังขละบุรี

หลังจากเดินข้ามสะพานมาฝั่งมอญ มื้อแรกของเราฝากไว้ที่ร้านป้า ยิน บริเวณหัวสะพานฝั่งมอญ
สังขละบุรี

ขนมจีนหยวกกล้วยรสชาติมอญ พร้อมเส้น สด และใหม่จากเตา
สังขละบุรี

และก็ไม่พลาดที่จะชิม ส้มตำฝีมือชาวมอญ รสชาติออกไปทางแนวหวานหน่อย
สังขละบุรี

พร้อมด้วยกับข้าวอีกหลายอย่าง กินอิ่มก็ยังแอบสนใจข้าวหลามมอญ แต่ตอนนี้ท้องผมไม่มีที่เก็บเสียแล้วล่ะ
สังขละบุรี

คืนนี้ที่พักของเรา คือ แพดอกบัว3 ราคาต่อคนต่อคืนละ 150 บาท เป็นแพที่อยู่ติดสะพานกันเลยล่ะ โทร 086-1686655
สังขละบุรี

สอบถามน้องๆ แถวนี้ เค้าบอกว่าฝนมักจะตกตอนเย็นของทุกวัน ช่วงนี้เลยได้เห็นหญ้าสีเขียวสด ๆ
สังขละบุรี

ช่วงเวลานี้ยังไม่มีนักท่องเที่ยว ทำให้บรรยากาศเหงาๆ แต่ดีที่มี “จั่นเจา” ลูกเจ้าของแพ
เลยทำให้คลายเหงาไปเยอะ
สังขละบุรี

น้องเค้าช่างพูด แถมซนซะเหลือเกิน แต่น่ารักดีครับ ตามประสาเด็ก ๆ
สังขละบุรี

จั่นเจา อยู่กับเราที่แพ จนถึงวันกลับเลยล่ะครับ เอาเป็นว่าจากแพที่เงียบสงบ กลายเป็นแพที่ครึกครื้นเลยล่ะ
สังขละบุรี

พอใกล้เย็น ก็มีเพื่อนๆ กลุ่มใหญ่มาสมทบ จากครึกครื้น กลายเป็นวุ่นวายไปเลยล่ะครับ ปวดหัวไปหมด อิอิ
สังขละบุรี

น้องคนนี้ตามพี่มาเล่นน้ำด้วย เจอผมทีไร ร้องไห้ขี้มูกโป่งทุกที เฮ้ออออออ!!!!!
สังขละบุรี

พอเด็กๆ พากันกลับ …ผมก็เผลอหลับไป ตื่นมาอีกทีพระอาทิตย์จะตกซะแล้วว
สังขละบุรี

จะวิ่งขึ้นไปชมวิว+ถ่ายรูปบนสะพานมอญ ก็คงไม่ทันซะแล้วล่ะ งั้นชมมันซะตรงแพที่พักนี่แหละ
สังขละบุรี

กลางคืนฝนตก เย็นฉ่ำ ทำให้นอนสบาย อีกทั้งแพข้างๆ คอยร้องเพลงให้ฟัง(ไม่จบสักเพลง)
แต่หลับสบาย จริงๆ ครับ …

————————————————————————————————————-

วันที่ 1 พฤษภาคม 2554…

ลืมตาขึ้นมาผมจับกล้อง เดินตรงดิ่งไปที่หัวสะพานฝั่งมอญโดยทันที ..ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการตักบาตรของเช้าวันนี้ (06.30 น.)
สังขละบุรี

บริเวณถนนสะพานไม้ซอย4 (ต้นซอย) เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เข้าแถว รอตักบาตร
สังขละบุรี

สังขละบุรี

กลางซอย ก็จะมีชาวมอญที่คอยตักบาตรอยู่เช่นกัน แต่ต่างกันที่เค้ารออยู่เงียบๆ และเป็นระเบียบมาก
สังขละบุรี

การแต่งกายแบบดั้งเดิมของชาวมอญ เป็นการแต่งกายที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความสวยงาม
ของวัฒนธรรมที่มีมายาวนาน
สังขละบุรี

ขนบธรรมเนียมแบบนี้ บ้านเรานับวันยิ่งหาดูได้ยาก แต่ทีนี่เค้าทำกันเป็นกิจวัตร นี่แหละถึงได้ดึงดูดให้
นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม
สังขละบุรี

สังเกตุดีๆ ผมจะมีภาพคุณยายท่านนี้เยอะเป็นพิเศษ
สังขละบุรี

ท่านยิ้มน่ารักมาก ผมเดินเข้าไปขอถ่ายภาพ ผมยังพูดไม่จบ ท่านก็ยิ้มและพยักหน้า
สังขละบุรี

ท่านไม่ได้พยักหน้าอนุญาตนะครับ แต่ท่านฟังภาษาไทยไม่ออก คงจะยิ้มและพยักหน้าไว้ก่อนน่ะ
สังขละบุรี

หลังจากกิจกรรมตักบาตรเสร็จสิ้น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะหาอะไรกินกันที่หัวสะพาน
สังขละบุรี

สายลมและกลิ่นใบหญ้ายามเช้า ช่างสดชื่นจริงๆ ครับ แม้ยืนอยู่บนสะพานยังรับรู้ได้ถึงความสดชื่นนี้
สังขละบุรี

ส่วน “จั่นเจา” กำลังทำหน้าที่ของเค้าอยู่ นั่นคือกระโดดสะพาน ( เห็นโม้ว่ากระโดดทุกวันเลยล่ะ)
สังขละบุรี

พอเริ่มสายหน่อย ชาวมอญแถวนั้นก็เริ่มนำเรือออกจากโรงเก็บ
เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยว ที่จะไปชมวัดจมน้ำ
สังขละบุรี

เราเช่ามอไซค์หนึ่งคัน (300 บาท)
วันนี้เราจะไปกินข้าวเช้ากันที่บ้านชาวมอญท่านนึง ซึ่งเค้ารักและเอ็นดูเพื่อนผม เหมือนลูก
สังขละบุรี

พูดได้คำเดียวว่า แตกต่างครับ ชาวมอญบริเวณนี้แตกต่างกับ ชาวมอญ บริเวณสะพานอย่างสิ้นเชิง
เค้าอยู่กันแบบสงบ และสมถะมากๆ
สังขละบุรี

ผมไม่กล้าถ่ายภาพเท่าไหร่นัก เพราะทุกสายตาจ้องมองมาที่ผมหมด เพื่อนบอกว่า
เค้าแปลกใจที่มีนักท่องเที่ยวมาเดินถ่ายภาพถึงที่นี่ เพราะส่วนใหญ่ จะอยู่บริเวณสะพานไม้ เท่านั้น
สังขละบุรี

บ้านเกือบทุกหลัง เป็นไม้ไผ่ ฝาบ้านสานแบบดั้งเดิม คงมีเพียงหลังคาเท่านั้นที่ค่อยๆ
ทะยอยเปลี่ยนเป็นสังกะสี
สังขละบุรี

เห็นแล้วคิดถึงตอนเด็กๆ บ้านผมก็เป็นแบบนี้ กว่าจะได้มาสักแผ่น นั่งทุบนั่งสานไม้ไผ่กันเหนื่อยมาก
สังขละบุรี

ผมเดินถ่ายภาพบริเวณสองข้างทางถนนเท่านั้น เพราะเพื่อนๆ รอทานข้าวอยู่
สังขละบุรี

มาแล้วครับ “น้ำพริกมะม่วง” รสชาติเปรี้ยวจี๊ด อาหารที่นี่จะมีลักษณะคล้ายอาหารใต้
เพียงแต่อาหารใต้จะมีรสชาติที่เผ็ดกว่า
เมนูเด็ดผมเลยล่ะ
สังขละบุรี

มีไข่เจียว เผื่อมีใครบางคนทานอาหารมอญไม่ได้ แต่สุดท้าย ทานได้ทุกคนครับ
สังขละบุรี

“แกงกระเจี๊ยบ” เมนูโปรดของเพื่อนผม ทางใต้จะเรียกว่า “แกงส้มฝ้าย” รสชาติจะเปรี้ยว
และเผ็ดกว่าของชาวมอญ
สังขละบุรี

“แกงหมูกระท้อน” เหมือนทางใต้เป๊ะ แหม๋ คิดถึงบ้านจริงๆ เลยเรา แหะ ๆ
สังขละบุรี

“ลูกเนียง” อันนี้โดนใจผมเลยล่ะ นอกจากนั้นยังมี “ยอดเหรียง” อาหารเหมือนทางใต้ทั้งนั้น
เลยไม่มีปัญหาสำหรับผม อิอิ
สังขละบุรี

เอาล่ะครับคงต้องขอตัวกันสักแป๊บ …..
สังขละบุรี

และแล้วเมื่ออิ่ม พวกเราก็เผลอหลับไปแบบตั้งใจ….(อีกล่ะ )

ตื่นจากการนอนกลางวัน เราก็มุ่งหน้าไปวัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ
สถาปัตยกรรมของวัดนี้เป็นแบบพม่า
สังขละบุรี

สถานที่บรรจุสังขารของหลวงพ่ออุตตมะ
สังขละบุรี

สังขละบุรี

ส่วนโบสถ์นี้คงเป็นโบสถ์ที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ เพราะลักษณะคล้ายๆ กับโบสถ์ทั่วไปของไทย
สังขละบุรี

ฝั่งตรงข้าม เป็นวิหารพระหินอ่อน เพียงเดินเข้าไปก็จะรับรู้ได้ถึงความเย็นเลยล่ะครับ
สังขละบุรี

โบสถ์นี้ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนกับงาช้างแมมมอธ
สังขละบุรี

เสาโบสถ์ คานและฝ้า เป็นไม้ทั้งหมด ไม้สมัยก่อนนี่มันทนจริงๆ อ้าว พ้มลืมถ่ายงาช้างมอมมอธอ่ะ
สังขละบุรี

ไหว้พระ รับประคำ กันเรียบร้อยแล้ว เดินทางกันต่อครับ เป้าหมายต่อไป เจดีย์พุทธคยา
สังขละบุรี

ทางขึ้นเจดีย์ เค้ามีให้ตั้งเหรียญด้วยล่ะครับ ผมตั้งได้นะ แต่แป๊บเดียวก็ล้ม (T_T)
สังขละบุรี

แต่รู้สึกจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนซะแล้วละครับ เราเลยต้องถอยกลับไปชิวๆ ที่แพกันไปก่อน
วันนี้เมฆเยอะ เลยอดถ่ายพระอาทิตย์ตกที่สะพานเลย
สังขละบุรี

———————————————————————————————

วันที่ 2 พฤษภาคม 2554

ตื่นเช้าอีกวัน เหมือนเคยครับ ตรงดิ่งไปหัวสะพานมอญ
พี่ลูกหาบเดินนำหน้าไปรออยู่ท้ายซอยคอยรวบรวมของบิณฑบาตร
สังขละบุรี

สาว สาว สาวมอญ ยืนประชันความสวยระหว่างรอพระมาบิณฑบาตร
สังขละบุรี

ส่วนแก๊งค์นี้ นั่งรอกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งนั่งเรียงกันตามตำแหน่งเดิมเหมือนเมื่อวานเลยล่ะครับ
สังขละบุรี

เอ๊ะ !!! แต่เจ้าตัวเล็กนั่น เค้ามีปัญหาอะไรกับผมป่าวเนี่ย ท่าทางเอาเรื่องแฮะ
สังขละบุรี

คุณยายมาพร้อมกับผ้าสีแสด ผมมองหาตามร้านไม่มีสีแบบนี้เลย ว่าจะซื้อสักผืน สีมันเข้าตามากๆ อิอิ
สังขละบุรี

คุณยายอีกท่านรออยู่เป็นคนสุดท้าย ท่านนั่งรอแบบนี้ จนกว่าพระจะมาถึงเลยล่ะ
สังขละบุรี

มื้อเช้าวันนี้เรากินขนมมอญรองท้อง หลังจากนั้นก็นั่งเรือไปชมวัดจมน้ำกันต่อเลยครับ

ช่วงนี้น้ำลด วัดไม่จมน้ำซะแล้วครับ ธรรมดาแล้วน้ำจะสูงประมาณชั้นสองของโบถส์นี้
สังขละบุรี

ตอนเช้าที่นี่อากาศดีมากครับ อยู่กลางน้ำแบบนี้ เย็นทั้งลมเย็นทั้งไอน้ำ
สังขละบุรี

วัดนี้เค้าว่ากันว่าเป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ ก่อนจะย้ายหนีน้ำไปยัง วัดวังก์วิเวการาม
สังขละบุรี

เสียดายจังครับโบราณสถานแบบนี้ ถ้าไม่โดนน้ำกัดเซาะ คงจะสวยงามมิใช่น้อย
เป็นเพราะเขื่อนของมนุษย์เราแท้ๆ
สังขละบุรี

อยากจะถ่ายพระพุทธรูปข้างบน แต่ถ่ายไม่ถึงอ่ะครับ แต่มองฟ้าแบบมีขอบแบบนี้มันก็สวยดี
สังขละบุรี

กลางโบสถ์มีเศียรพระพุทธรูปเก่า ให้กราบไหว้ด้วยครับ
ส่วนท่านใดต้องการทำบุญก็สามารถหยอดตู้บริจาคได้นะจ้ะ
สังขละบุรี

แต่เพิงหลังคา น่าจะมีการทำใหม่ให้ดูแข็งแรงกว่านี้หน่อยเนาะ
จะได้คู่ควรกับวัดที่ได้ชื่อว่า Unseen Thailand
สังขละบุรี

อุโบสถที่อยู่ด้านนอก ซึ่งเหลือเพียงโครงสร้างเท่านั้น
แต่ผนังด้านใน กลายเป็นที่ที่พวกมือบอนใช้ระบายความในใจ อื้มม…Unseen Thailand
สังขละบุรี

โชคดีที่ผมมาเช้าคนน้อยมากครับ แดดเริ่มร้อนแล้ว คงต้องได้เวลากลับแล้วล่ะ
สังขละบุรี

ใกล้ๆ วัดจมน้ำ จะมีแพที่พักชื่อว่า JYSK ดูสะอาดและสงบดีครับ(กลางคืน)
แต่กลางวันคงจะหนวกหูกับเสียงเรือที่พานักท่องเที่ยวมาชมวัด ไม่ใช่น้อย
สังขละบุรี

บริเวณนี้เป็นบริเวณที่ผมขึ้น-ลงเรือไปวัดจมน้ำครับ อยู่ติดกับหมู่บ้านชาวมอญเลย
สังขละบุรี

เพื่อนๆ กลับไปพักผ่อน ผมบึ่งมอไซค์ไปเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณสามแยกที่ทำการสายตรวจหนองลู
ไปเจอเนินนี้เข้าครับ รู้สึกคล้ายจะเป็นที่ปลูกผักอะไรสักอย่าง เลยลองเข้าไปดู
สังขละบุรี

ทางเข้าอันตรายหน่อยครับสำหรับมอไซค์ ดินร่วนและลื่น หนำซ้ำทางชัน 75 องศาได้มั๊งครับ
ผมเองยังกลัวรถจะหงายหลังเลยอ่ะ อิอิ
สังขละบุรี

ข้างบนนี้ปลูกยางพาราและผักครับ คุยกับพี่ที่หมู่บ้านชาวมอญ ได้ความว่า
เค้าบอกคนปักษ์ใต้มาซื้อไว้เพราะราคาถูก และจ้างชาวมอญคอยดูแล
สังขละบุรี

แต่อีกฝั่งเป็นที่ของทางราชการ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ ห้ามบุกรุก
สังขละบุรี

หน้าหนาว ผมคาดว่าบริเวณนี้คงจะเห็นทะเลหมอกด้วยนะเนี่ยย
สังขละบุรี

เอาล่ะครับ ไปเก็บภาพต่อที่ เจดีย์พุทธคยาต่อดีกว่าครับ
สังขละบุรี

วันนี้มันร้อนได้ใจจริงๆ ขึ้นมาข้างบนแสงแดดสะท้อน แสบตากันเลยล่ะ
สังขละบุรี

พื้นที่ทางเดินค่อนข้างแคบ แต่เจดีย์สูงและกว้าง หากใครจะไปถ่ายภาพแนะนำหาเลนส์ wide ๆ หน่อยนะ
สังขละบุรี

เอ่อ ฝนสังขละบุรีนี่ มีอะไรกับผมป่าวเนี่ย ผมมาได้แป๊บเดียว เมฆครึ้มมาอีกแระ
สังขละบุรี

สงสัยต้องมาแก้มือใหม่ หน้าหนาวซะแล้วล่ะมั๊งเนี่ย อิอิ
สังขละบุรี

ขากลับเรากลับรถ บขส. เหมือนเคยครับ จองไว้เที่ยว 14.30 น.(รถ ป.1 เข้ากรุงเทพ มีเวลา 07.00 กับ 14.30 เบอร์โทรจองตั๋ว 081-7776546)
ขึ้นที่จุดจอดของ บขส. บริเวณตัวเมืองนั่นแหละครับ..
ขากลับรถค่อนข้างเสียเวลากับส่งผู้โดยสารรายทาง เลยถึงห้องซะ สี่ทุ่มเลยล่ะครับ..
สังขละบุรี

ผมไปสังขละบุรี ครั้งแรกประทับใจมากกว่าที่คิดครับ น้ำใจของครอบครัวชาวมอญ
รับรู้ได้ทันทีเมื่อไปถึง ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร คงมีได้แต่คำว่า ขอบคุณจากใจครับ..

สังขละบุรียังมีอะไรอีกเยอะให้สัมผัส แค่ 3 วัน 2 คืน คงไม่พอ…เจอกันอีกทีตอนหน้าหนาวล่ะกันครับ…

ขอบคุณที่ติดตามกันเหมือนเคย
ขอบคุณมากมาย ขอบคุณอย่างแรง..
นายหัว