สิงห์บุรี ทำบุญ ไหว้พระ สักการะพระนอน

สิงห์บุรี ทำบุญ ไหว้พระ สักการะพระนอน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันหยุด เลยถือโอกาสไปไหว้พระที่สิงห์บุรีซะเลยครับ
ผมต้องการเอาเลนส์ใหม่ไปทดสอบด้วย ทริปนี้ก็คงเป็นมุมมองโค้ง ๆ แบบตาปลากันนะครับ
ไปแต่เช้าเช่นเคยครับ วัดแรก วัดไชโยวรวิหาร
สิงห์บุรี

เจอเจ้าถิ่นชื่อว่า เจ้าสวย (เพศผู้นะ) ขี้เล่นมาก ๆ วิ่งพล่านไปหมด กว่าจะถ่ายมันได้สักภาพเล่นเอาเหนื่อย
สิงห์บุรี

บรรยากาศยามเช้า สงบมาก ๆ อากาศก็สดชื่นเสียจริงๆ
สิงห์บุรี

เข้าไปกราบหลวงพ่อ ตามที่ตั้งใจเอาไว้ก่อนเลยล่ะกัน
สิงห์บุรี

องค์หลวงพ่อองค์ใหญ่ สีทองอร่าม สมกับเป็นพระจังหวัดอ่างทองจริงๆ พระจังหวัดนี้ใหญ่ ๆ ทั้งนั้นนน
สิงห์บุรี

หลังจากกราบพระเสร็จหันหลังกลับมา เจอแสงยามเช้าสวย ๆ ผมล่ะชอบแสงแบบนี้จริง ๆ
สิงห์บุรี

และก็ไม่ลืมทำตัวเป็นคนดี (ปิดทองหลังพระ แหะ ๆ)
สิงห์บุรี

วัดนี้มีองค์หลวงพ่อโตด้วยนะครับ เอาเป็นว่าวัดเดียวมีพระให้ไหว้กันเยอะเชียวล่ะครับ
สิงห์บุรี

เอาล่ะ บ๊ายบาย กับเจ้าสวยแล้ว ก็ออกเดินทางสู่ที่หมายต่อไป
สิงห์บุรี

ออกมาจากวัดไชโย เห็นมีป้ายบอกทางไปวัดพิกุลทอง เอาน่ะไหน ๆ ตั้งใจมาไหว้พระแล้ว ก็ไปดูซะหน่อย
สิงห์บุรี

บรรยากาศทางเข้าวัดโล่งแจ้ง ลมพัดเย็นสบายมากครับ อดไม่ได้ที่จะลงไปถ่ายภาพ
ที่เห็นไกล ๆ นั้นคือ หลวงพ่อใหญ่ประทานพร (เอ๊ะ…เงาใครหนอออ)
สิงห์บุรี

บริเวณด้านข้างที่จอดรถของวัดพิกุลทอง มีองค์พระพิฆเนศ ให้กราบไหว้ด้วย ต้องบอกว่าลมพัดเย็นจริงๆ
ลืมอากาศร้อนที่ กทม ไปเลยแหละ ขอบอก…
สิงห์บุรี

ถึงแม้อากาศอาจจะร้อนจัด แต่ก็ยังมีผู้คนเข้ามากราบไหว้ไม่ขาดสาย ดูได้จากธูปเทียนดอกไม้
สิงห์บุรี

เอาล่ะครับ ที่เห็นคือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี (หลวงพ่อใหญ่ประทานพร) ขนาดหน้าตักกว้าง 11 วา 2 ศอก 7 นิ้ว กันเลยทีเดียว
สิงห์บุรี

แดดในตอนนี้เล่นเอาผมหน้ามืดเลยล่ะ (อันที่จริงหน้าผมมืด(ดำ)มันตั้งแต่เกิดแล้วแหละ หุหุ) เลยต้องขอหลบแดด ดื่มน้ำเย็น ๆ สักหน่อย
สิงห์บุรี

ผมสังเกตเห็นไม่มีคนขึ้นไปด้านบน เลยสอบถามคนดูแลที่นั่นได้คำตอบว่า ขึ้นไปได้
และเดี๋ยวจะได้คำตอบเองว่า ทำไมไม่มีใครขึ้นไป
สิงห์บุรี

ขึ้นมาปุ๊บ ผมนั่งถ่ายภาพนี้พอเอาก้นลงพื้นปุ๊บกระเด้งกลับขึ้นทันที… แว๊กกกก ก้นจะไหม้ป่าวเนี่ยยยยยย
สิงห์บุรี

เพราะมันร้อนมากนี่เอง เลยไม่มีใครขึ้นมา….งั้น..ลูกช้าง ลาลงไปด้านล่างก่อนนะหลวงพ่อ..
สิงห์บุรี

รอบ ๆ องค์พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี มีภาพวาดเล่าเรืองของ พระพุทธเจ้า ลายเส้นและสีสัน สวยงาม
สิงห์บุรี

เก็บมาฝากกันสักภาพล่ะกัน ของจริงสวยกว่านี้ครับ
สิงห์บุรี

ถ้าเราเดินย้อนกลับมาทางหน้าวัด จะพบกับพระสังกัจจายน์ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น มีคนไปหลบร้อนบริเวณนี้กันเยอะ
สิงห์บุรี

ใกล้เที่ยงเข้าไปทุกที จนทนไม่ได้ที่ขอพึ่งฝ่ามืออรหันต์หลบแดด
สิงห์บุรี

ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย กราบลาหลวงพ่อไปหาอะไรกินก่อนนะครับ
สิงห์บุรี

ยัง…..ยังไม่ได้กินข้าว แวะกราบอนุสาวรีย์บางระจันก่อน ไม่ลืมที่จะอธิษฐานให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ
สิงห์บุรี

หลังจากนั้นข้ามถนนมาอีกฝั่ง กราบไหว้หลวงปู่ธรรมโชติเพื่อเป็นศิริมงคล
สิงห์บุรี

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วข้าวค่อยกิน ตรงไปที่วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ถือว่าเป็นไฮไลท์สำหรับผมเลยล่ะ
แต่…เค้ากะลังบูรณะใหม่ จากองค์สีทอง กลายเป็นสีดำซะนี่
สิงห์บุรี

ไม่เป็นไรครับ วันนี้ก็ไหว้พระมาเยอะแล้ว เดินออกมาด้านหน้าวัด ให้อาหารน้องควายดีกว่า ..อ๊ะ เก๊กหล่อออ
สิงห์บุรี

น้องโค ข้าง ๆ ขอมั่ง..อ่ะ จัดปายยย
สิงห์บุรี

น้องวัวก็ไม่ยอม ขอแชะสักภาพ
สิงห์บุรี

บ่ายโมงกว่าแล้วล่ะ ที่หมายต่อไปคือ แม่ลาปลาเผา มาสิงห์บุรี เค้าบอกต้องกินปลาเผา
(กว่าจะได้กินเปลาเผา แดดเผาจนเผมเกรียมไปแล้วเนี่ยย)
สิงห์บุรี

ถ่ายไป มือสั่นไป แหะ ๆ (หิวจัด) จานต่อไป ตำปูปลาร้าาา..
สิงห์บุรี

…ต้มเปรตไก้บ้านร้อน ๆ แหมช่างเข้ากับอากาศร้อน ๆช่วงนี้เสียจริงๆ
สิงห์บุรี

สี่โมงเย็นก็กลับถึง กทม แล้วล่ะครับ ทริปนี้ผมถ่ายภาพมาเยอะ
แต่ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายแบบทดลองเลนส์ซะมากกว่า ยังไม่ค่อยคุ้นกับเจ้าเลนส์ตัวใหม่มากนัก
++++++++++++++

ขอบคุณที่ติดตามกันเช่นเคยครับ….นายหัว

อุปกรณ์:
กล้องดิจิตอล : Olympus E3
เลนส์ : Zuiko 11-22 f/2.8-3.5, 8mm fisheye

อ่างทอง ไหว้พระวัดม่วง กราบหลวงพ่อใหญ่

ไหว้พระ วัดม่วง อ่างทอง

ผมเดินทางสู่วัดม่วงนั่นเอง
ทริปนี้ผมมีพนักงานขับรถแสนใจดี เป็นผู้ร่วมเดินทางด้วยครับ ถือได้ว่าทริปที่แหล่มเลยทีเดียว อิอิ

พอไปถึงวัดม่วง เจ้าบ้านก็ให้การต้อนรับอย่างนอบน้อม
วัดม่วง

ไปถึงวัดม่วงประมาณ 9.00น. ฟ้าใสกันเลยทีเดียว (แต่เริ่มจะร้อนแล้วล่ะครับ)
วัดม่วง

สิ่งที่จะเห็นชัดเจนที่สุดนอกจากองค์พระหลวงพ่อใหญ่แล้ว นั่นคือสองตนนี้ครับ
วัดม่วง

เมื่อผ่านด่านสองตัวดังกล่าว ท่านก็จะเห็นองค์หลวงพ่อเด่นเป็นสง่า
วัดม่วง

ด้วยเวลาที่ยังเช้า แสงแดดอ่อน ๆ ส่องกระทบกับสีทองขององค์หลวงพ่อ ทำให้สีนั้นมันสะดุดตาจริง ๆครับ
วัดม่วง

มังกรจีนตรงบันได สีมันดูเด่น จนอดไม่ได้ที่ต้องถ่ายมาฝากกันซะหน่อย
วัดม่วง

สังเกตุได้เลยครับ ถึงแม้จะเช้าอยู่ แต่เริ่มมีผู้คนหลั่งไหลก็นมาที่วัดม่วงเยอะแล้ว
วัดม่วง

มุมนี้มุมหาชน ไอ้ตัวกระผมจะไม่ถ่ายก็ไม่ได้เนาะ
วัดม่วง

สีทองของพญานาคกับ สีทองขององค์หลวงพ่อใหญ่ เข้ากันได้ดีเลยทีเดียว
วัดม่วง

ตุ๊กตาหนูน้อยเด็กไทย น่ารักเชียว
วัดม่วง

อ่ะ มังกรด้านนี้ก็มี ถ่ายทั้งสองข้าง เดี๋ยวมันจะน้อยใจ
วัดม่วง

เสียดายจังเลยครับ ถ้าหากทางวัดเก็บสายไฟอย่าให้มันระโยงระยาง คงจะดีไม่น้อย
วัดม่วง

ผมพยายามเดินหามุมที่ไม่ติดผู้คน แต่หายากเสียเหลือเกินครับ
วัดม่วง

ดูกันไปหลายมุมแล้ว เรามาดูตรง ๆ กันมั่งครับ หน้าตักของหลวงพ่อใหญ่กว้างถึง 62เมตรกันเลยทีเดียว
วัดม่วง

อ่อนช้อยงดงาม ตามสถาปัยกรรมไทย
วัดม่วง

วัดม่วง

อาจจะยังไม่เที่ยง แต่อากาศตอนนี้ต้องบอกว่า ร้อนมากกกกกก เลยครับ
วัดม่วง

เอาล่ะครับ คงต้องกราบลาหลวงพ่อใหญ่กันแล้วล่ะ ยังเหลืออีกสองวัด ตามโปรแกรมที่วางไว้
วัดม่วง

หลังจากนั้นก็ไปถวายสังฆทาน และก็ออกไปหาอะไรทานกันก่อนดีกว่าครับ เพราะใกล้เที่ยงเต็มที
วัดม่วง

ออกจากวัดม่วง แล้วก็เลี้ยวซ้ายไปนี่เลยครบ “ตลาดศาลเจ้าโรงทอง” ขับรถไปนิดเดียวเอง มีป้ายบอกตลอดทาง
วัดม่วง

บรรยากาศภายในตลาดนั้น มีกลิ่นอายของความเก่าแก่ และของฝากให้เลือกสรรกันเยอะเลย แต่วันนี้ผู้คนบางตาไปหน่อย
วัดม่วง

ไม่รอช้าแวะซื้อของฝากร้านดังกันก่อนเลยละกัน “ร้านนิรมิต”
วัดม่วง

วัดม่วง

ส่วนใหญ่จะเป็นขนมตำหรับดั้งเดิม ผมได้กลับมาชิมที่บ้าน ต้องยกนิ้วให้เค้าเลยล่ะ
วัดม่วง

เมื่อซื้อของฝากกันเสร็จแล้ว ต่อไปก็ได้เวลาอาหารเที่ยงกันแล้วล่ะ ขับรถย้อนออกมานิดเดียวครับ ร้านอาหารนิรมิต (ขอแผนที่ได้จากร้านขายของฝากในตลาดได้เลยครับ)
มีมุมให้คอกาแฟได้แวะชิมรสชาดกันซะด้วย
วัดม่วง

โต๊ะอาหารนั้น มีทั้งแบบนั่งในแพ หรือนั่งริมน้ำ
วัดม่วง

แต่ผมเลือกที่จะนั่งในห้องแอร์ครับ เพราะตอนนี้มันร้อนมากกกกกกกกก
วัดม่วง

ขอคลายร้อนด้วยไอติมก่อนแล้วกันนะ (อื้มมม ชื่นจายยยยยย)
วัดม่วง

เนื่องจากได้เดินกินขนมในตลาดศาลเจ้าโรงทอง มาบ้างแล้ว เลยสั่งอาหารมากินเล่นแค่สองอย่างครับ ….ทอดมัน.
วัดม่วง

จานต่อไป (ผมจำเมนูไม่ได้) แต่ทำมาจากปีกไก่ …
วัดม่วง

เมื่ออิ่มหนำสำราญ และสบายกาย(ตากแอร์)กันแล้ว เป้าหมายต่อไปคือ ไปสักการะ พระนอน วัดขุนอินทประมูล
วัดม่วง

ตามข้อมูลนั้น เป็นพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือยาว 20 เมตร ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง
วัดม่วง

จุดน่าสนใจของวัดนี้ ก็คงมีเพียงแค่นี้ครับ ตอนนี้แดดร้อนมาก ผมต้องขอตัวไปพักสักหน่อย …
อ้ออย่าลืมซื้อปลาร้าสับมาฝากคนทางบ้านด้วยนะครับ รับประกันว่า…แซ่บอย่างแรง
วัดม่วง

จากนั้นก็ย้อนกลับเข้าตัวเมืองอีกครั้งเพื่อแวะไปสักการะ สมเด็จพระศรีเมืองทอง พระประธานปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย องค์มหึมา (ทำไมจังหวัดนี้มีพระใหญ่เยอะจัง อิอิ)
วัดม่วง

ที่ระฆังมีป้ายบอกว่า ตีดังสตางค์ใส่ตู้(บริจาค) เท่าที่ผมสังเกต ไม่ว่าใครก็ตีดังกันทุกคน อิอิ
วัดม่วง

สีภายในอุโบสถ กับสีทองขององค์สมเด็จพระศรีเมืองทอง สวยงามมาก ๆ ครับ
วัดม่วง

นี่ก็สี่โมงเย็นแล้วครับ ผมคงต้องขอตัวกลับ กทม ก่อนล่ะครับ เจ้าถิ่นแถวนั้นเค้าก็มีน้ำใจ ตามมาจากข้างในมาส่งถึงหัวบันได้ข้างนอกกันเลยทีเดียว อิอิ
วัดม่วง

ขอบคุณที่ติดตามกันเช่นเคยนะครับ …นายหัว

อุปกรณ์:
กล้องดิจิตอล : Olympus E3
เลนส์ : Zuiko 11-22 f/2.8-3.5

เกาะขาม สัตหีบ เกาะท่องเที่ยว เมืองชลบุรี

เกาะขาม สัตหีบ ไปเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ชลบุรี

ได้มีโอกาสไปเที่ยวกับพี่ๆ ที่ออฟฟิศ โปรแกรมคือ แค้มปิ้งกันที่หาดน้ำหนาว
เช้าวันอาทิตย์ก็ไปเที่่ยวเกาะขาม…ไปชม ร.ล.จักรีนฤเบศร และไร่องุ่น silverlake
ออกจากกรุงเทพ 4 โมงเย็น ถึงที่พัก 6 โมงกว่า ที่พักนั้นพวกเราพักกันที่ กิจการบ้านพักรับรอง
หาดน้ำหนาว ของทหาร
รายละเอียดตามนี้เลย
http://www.sattahipbeach.com/sheet14.html

ช่วงนี้ไม่มีภาพมาให้ชมกันนะครับ
เพราะผมรับหน้าที่ ปิ้งย่างอาหารทะเล เลยไม่มีโอกาสได้จับกล้องเลย

วันอาทิตย์ ผมตื่นแต่เช้า ออกมารับอากาศบริสุทธิ์ บริเวณนี้ตอนกลางคืนลมพัดเย็นสบายมาก ๆ ขอบอก
เกาะขาม

เจ้าตัวเล็ก(ลูกสาวพี่ที่ออฟฟิส) ก็ตื่นแต่เช้าออกมานั่งทำมิวสิค ซะงั้น
เกาะขาม

ไม่รู้เป็นอะไร หลัง ๆ ผมไม่ค่อยมีโอกาสถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกซักเท่าไหร่ ได้ถ่ายแต่พระอาทิตย์ขึ้น
เกาะขาม

มองไปบริเวณรอบ ๆ มีเจ้าบ้านหลายตัวกำลังจ้องมองผม
เกาะขาม

สักพัก ก็มีเจ้าบ้านตัวนึงเข้ามาทักทายผมด้วยความเป็นมิตร (หน้าตามันตลกดี)
เกาะขาม

เอาล่ะครับนี่ก็ 8 โมงแล้ว คงได้เวลาออกเดินทางไปเกาะขามกันแล้ว และก็ไม่ลืมที่จะบอกลาเจ้าบ้าน
เกาะขาม

หลังจากนั้นเราก็เดินทางสู่ท่าเทียบเรือเขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
คลิกดูแผนที่สัตหีบ
เกาะขาม

เมื่อจัดการเรื่องตั๋วไปเกาะขามเรียบร้อย ทางทหารจะมีรถรับส่งไปขึ้นเรือครับ
เกาะขาม

ลงเรือกันเรียบร้อยแล้วครับ รอผู้โดยสารให้เต็มก่อน ถึงจะออกครับ เราได้ขึ้นเรือเที่ยว 10.00 น
เกาะขาม

นั่งเรือประมาณ 20 นาที ถึงแล้วครับ เกาะขาม สัตหีบ
เกาะขาม

เกาะขามเป็นเกาะที่โดนใจผมมาก ตรงที่ เงียบสงบ ไม่มีรีสอร์ท หรือที่พัก ให้รกหูรกตา ความเป็นธรรมชาตินั้นเกือบ 100% เลยทีเดียว
เกาะขาม

ถึงแม้เป็นเกาะเล็ก ๆ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก แต่ความงดงาม ไม่แพ้เกาะใหญ่ ๆเลยทีเดียว
เกาะขาม

เมื่อไปถึง ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายถึงวิธีการปฏิบัติต่าง ๆบนเกาะขาม
เกาะขาม

เมื่อหันหน้าออกสู่ทะเล ฝั่งซ้ายของเกาะขามจะเป็นจุดชมวิว เสียดายจุดนี้ผมได้เดินไปชม
เกาะขาม

ท่าเทียบเรือเกาะขามจะไม่ใช้ปักเสาเพื่อสร้างท่าเรือ ซึ่งทางเจ้าที่บอกว่าจะเป็นการทำลายธรรมชาติ
เกาะขาม

หลายท่านคงทราบดีว่า กิจกรรมบนเกาะ ที่เด่นที่สุดก็คงจะเป็นการดำน้ำ แล้วผมจะพลาดได้ไง
ชั่วโมงละ 30 บาท ราคานี้หาได้ที่ไหน
เกาะขาม

เมื่อแจ้งความจำนงค์กับเจ้าหน้าที่เสร็จ ก็จะมีการสอนการใช้อุปกรณ์เบื้องต้น และบอกจุดดำน้ำ
เกาะขาม

เอาล่ะผมคงต้องขอต้วไปดำนา เอ๊ยยไปดำน้ำสักพักก่อน…….
อิ่มเอมกับการดำน้ำแล้ว ผมก็รีบคว้ากล้องต่อเลย อาศัยจังหวะที่เพื่อนร่วมทริปกำลังหนุกหนานกับการดำน้ำ เดินตระเวนเก็บภาพ
เกาะขาม

มองย้อนกลับไปที่ท่าเรือ ตอนนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวทะยอยมากันเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้วคนยังน้อยมาก ๆ เกาะขามเหมาะกับการพักผ่อนจริงๆ ครับ
เกาะขาม

ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดสุดหาด ก็ว่าได้ มีสะพานไม้ทอดยาว คอยเชื้อเชิญ ให้ผมต้องเดินตามไป
เกาะขาม

ห่างมาไม่ใกลนัก ผมได้พบกับน้ำทะเลที่ใสปิ๊ง ปูปลา มีให้พบเห็นอยู่ตลอด
เกาะขาม

น้ำทะเลสีครามใส หาได้สามารถปกปิดทรายขาวที่ละเอียดข้างล่างได้ไม่
ก่อให้เกิดความสดชื่นแก่ผู้พบเห็นเสียจริง
เกาะขาม

ผมพอจะทราบแล้วว่าทำไม ไม่มีคนเดินมาแถวนี้เลย เพราะสะพานขาดนี่เอง
เกาะขาม

สะพานขาด แต่ผมไม่อยากให้ความสุขขาดตอน เลยตัดสินใจเดินลงทะเล เพื่อไปขึ้นสะพานอีกฝั่ง
เกาะขาม

ถึงแม้เส้นทางจะแคบ แต่ทะเลสีฟ้าที่อยู่ตรงหน้าทำให้ผม ต้องเดินต่อไป
เกาะขาม

น้ำทะเลใส ๆ พัดพาคลื่นเบา ๆ กระทบทรายสีนวล ทำให้ผมต้องหย่อนกายลงนั่ง อย่างไม่รู้ตัว
เกาะขาม

ผมนั่งพิงโขดหิน สูดกลิ่นอายธรรมชาติ พร้อมกับผองเพื่อนที่แหวกว่ายอยู่ใกล้ๆ เหมือนคุ้นเคยกันมาก่อน (ห่างกันเพียงศอกเดียวเอง)
เกาะขาม

ผมนั่งอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เดินต่อไปตามทาง แต่..รู้สึกจะไม่มีทางให้ผมเดินต่อซะแล้ว
เกาะขาม

ผมเลยเดินย้อนกลับ มองไปใกล ๆ นั่น ไม่แน่ใจว่าเกาะแสมสารเหรือเปล่า (อันนี้ไม่แน่ใจนะครับ)
เกาะขาม

ขากลับ เราอาจได้มุมถ่ายภาพที่เปลี่ยนไป แต่ความงดงามของเกาะขามนั้น
มองมุมไหนก็ยังงดงามเหมือนเดิม
เกาะขาม

บริเวณนี้หินค่อยข้างจะคม หากใครจะลงไปในน้ำต้องระมัดระวังหน่อยก็แล้วกัน
เกาะขาม

นี่ก็เที่ยงกว่าแล้วครับ แต่ก็ยังมีท่องเที่ยวดำน้ำให้เห็นกันอยู่ อากาศวันนี้ไม่ร้อนเลยครบ ลมพัดเย็น ๆ
สบายกันเลยทีเดียว
เกาะขาม

มุมนี้เป็นริมสุดของหาด เราสามารถมองเห็นวิวหน้าหาดทั้งหมดของเกาะขาม
เกาะขาม

เรือกลับฝั่งเพิ่งออกไป ส่วนพวกผมได้คิวลำต่อไป
เกาะขาม

อันที่จริงพวกเราจะกลับเที่ยวสุดท้ายคือบ่ายสอง แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าวันนี้น้ำลดเร็ว
ถ้าไม่มีกิจกรรมอะไรแล้วก็ให้รีบกลับ
เกาะขาม

บ่ายโมงตรง ก็ถึงคิวต้องลาเกาะขามกันแล้วล่ะ เจ้าเกาะขาม2 ลำนี้แหละจะพาเรากลับฝั่ง
เกาะขาม

เมื่อถึงฝั่งเราแวะอาบน้ำกันที่หาดนางรำ แล้วก็ไปชมเรือหลวงจักรีนฤเบศร กันต่อเลย
เกาะขาม

ขึ้นมาชมข้างบนเรือ วิวสวยงามจริง ๆ
เกาะขาม

เอาล่ะ นี่ก็เย็นมากแล้ว คงได้เวลากลับกันแล้วล่ะ
เกาะขาม

ขากลับพวกเราก็แวะไปทานน้ำองุ่น ที่ไร่องุ่น silverlake แล้วก็เดินทางกลับ กทม กันเลยครับ
ทริปนี้การเดินทางค่อนข้างสะดวกเพราะคนขับรถตู้ชำนาญเส้นทางแถวนี้ดี
ทริปนี้ผมถ่ายภาพมาเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นภาพเพื่อนร่วมทริป ส่วนภาพวิวก็มีให้ชมกันเท่าที่เห็น

ภาพอาจจะน้อยไปหน่อย แต่ก็ตั้งใจเอามาฝากกันนะครับ
ท่านใดต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับเกาะขามสามารถเข้าไปดูได้ที่นี่
http://www.navy.mi.th

ขอบคุณที่ติดตามกันเช่นเคย….นายหัว

อุปกรณ์:
กล้องดิจิตอล : Olympus E3
เลนส์ : Zuiko 11-22 f/2.8-3.5

เที่ยวสีลม ชมพิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ

เที่ยว 1 วัน พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

วันนี้ ตื่นแต่เช้าเหมือนเคย จะไปช่วยพี่เค้าย้ายบ้าน แต่เค้าดันโทรมาบอกยกเลิก
ก่อนปีใหม่และหลังปีใหม่เที่ยว ตจว มาเยอะแล้ว เลยหาที่ไปใน กทม ดีกว่า
สรุปเป็น พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ (Bangkok Seashell Museum) บางท่านเรียก
พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยกรุงเทพ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

แต่ผมได้เข้าไปที่เวป http://www.bkkseashellmuseum.com เค้าเขียนไว้ที่ไตเติ้ลเวปว่า
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ เลยเรียกตามนั้น
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

การเดินทาง ผมไปโดย BTS ไปลงที่สถานีสุรศักดิ์ แล้วเดินย้อนกลับมาหาสี่แยกสาธรสุรศักดิ์
แล้วก็เลี้ยวขวา พอเจอถนนสีลมก็เลี้ยวซ้าย พอเจอซอย สีลม 23 นั่นแหละครับ ถึงแล้ว
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ เป็น พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพ ที่เดินทางง่ายมากๆ ว่าไหมครับ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพแผนที่ พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

เข้าไปปุ๊บท่านจะเจอกับพนักงาน ต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่เป็นกันเอง ที่เคาท์เตอร์
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ทักทาย และแนะนำเสร็จ ก็จ่ายค่าเข้าชม 100 บาท
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ หน้าตาบัตร พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ จะเป็นแบบนี้

เมื่อได้ตั๋ว แล้ว ถ้าท่านเอี้ยวตัว 360 องศา ท่านจะได้เจอกับ เปลือหอยหายากเหล่านี้
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

หลังจากนั้นก็เริ่มเดินชมความสวยงาม ของเปลือกหอยบริเวณชั้น 1
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ตรงชั้น 1 จะมีภาพและ ลายเซ็นของแฟนพันธุ์แท้ เปลือกหอยให้ชมด้วยครับ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

แค่เห็นก็มึนเลยครับ เยอะมาก ๆ หอยหลากหลายสายพันธุ์ และก็มีเม่นทะเลวางโชว์อยู่ในตู้กลางชั้น 1
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ต้องขออภัยที่จำไม่ได้แม้แต่ชื่อเดียว เพราะมันเยอะเหลือเกิน
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

อันนี้ไม่ใช่ลูกบาสนะครับ มันเป็นเม่นทะเลชนิดหนึ่ง ซึ่ง..ผมจำชื่อไม่ได้ อิอิ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

อึ๊บ ๆ เม่นตัวนี้อยู่สูงจัง ถ่ายเกือบไม่ถึงแน่ะ (เอ๊ะ หรือว่าเราเตี้ย)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ต่อไปเดินขึ้นไป ชั้น 2 ครับ แสงสี รวมทั้งเปลือกหาย งดงามกันเลยทีเดียวเชียว
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

มีหมายเลข และคำบรรยาย อย่างละเอียดครับ ถือว่าเป็นสถานที่ ที่เพิ่มพูนองค์ความรู้ได้ดีกันเลยทีเดียว
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

วันนี้คนน้อย ผมนับได้ ห้าคน รวมทั้งผม หากคงเป็นเพราะวันนี้ฝนทำท่าจะตก ผู้คนเลยดูบางตา
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

มุมนี้เป็นหอยที่ใช้ในพิธีต่าง ๆ ครับ มีคำบรรยายพร้อมที่มาอย่างละเอียด
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เป็นองค์ความรู้ที่เพรียบพร้อมจริงๆ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

หอยชุดนี้คล้ายหอยแครง แต่มีสีสันงดงาม ชื่อหอยอะไรนั้น อย่าได้ถาม ….(ผมจำมะได้)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

อีกชุดนึง สีขาวนวล สวยมาก ๆ ถูกจัดไว้ในตู้กระจกอย่างดี
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ลักษณะคล้ายหอยเชลล์แต่ก็ไม่แน่ใจนะครับ เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นหอยคาลเท็กซ์ (มั่วตลอด)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

แต่สังเกตจากหมายเลยที่ระบุแล้ว น่าจะเป็นหอยกลุ่มเดียวกัน แต่คนละชนิด (เอ๊ะ ยังไง)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ว๊าววว อันนี้สีสันเข้าตาจริง ๆ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

เจ้าตัวนี้สีสวย แถมมีการไล่เฉดสีเป็นแถวๆ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

พระเอกของชั้น 2 “หอยหัวใจ” น่ารักมาก ๆ มีหลายหลายสีสัน หลายขนาด
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

นี่เป็น หอยสองใจ เอ๊ย หอยสองดวง เอ๊ยยย หอยหัวใจสองดวง อิอิ

พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

เมื่อเดินชมไปสักพัก จำชื่อได้มั่ง ไม่ได้มั่ง ก็ไปต่อชั้น 3 กัน
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

สถานที่นั้นถูกจัดไว้อย่างเป็นระบียบ สวยงาม สบายตามากมายเลยครับ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

หอยต่อไปขอแนะนำ “หอยนมสาว” มีทั้งหอยนมสาวน้ำลึก หอยนมสาวปากร่อง
(เอ๊ะ ทำไมอันนี้ดันจำชื่อได้เนาะ)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

หอยนมสาวถือว่าเป็นที่นิยมของนักสะสม เพราะอยู่ในน้ำลึก เลยหายากมาก (นั่นน ข้อมูลแน่นอีกต่างหาก)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพหอยนมสาว ถูกจัดเก็บในตู้โชว์แยกไว้ต่างหาก

มีศิลปะจากเปลือกหอยไว้ให้ชมด้วยครับ สวยงามมากมาย
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

เสื้อตัวนี้ดูยิ่งใหญ่เสียจริง ๆ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

เดินชมต่อครับ มองไปทางไหนก็เจอแต่หอยสวยๆ ทั้งนั้น
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

อันนี้สีนวลสวย มองไกล ๆ ผมว่าเหมือนหินเลยอ่ะ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

อันนี้ลายกิ๊บเก๋ มองไปแล้วเหมือนงานประดิษฐ์เลยครับ ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์เนาะ
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ผมเห็นทีแรกคิดว่าหอยทาก(คิดไปได้)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

อันนี้สีชมพูหวานแหวว ส่วนบริเวณทั้งเปลือกก็สีขาวนวล เสียดายจำชื่อไม่ได้ (สรุปแล้วคือจำไม่ได้ทั้งหมดนั่นแหละ แหะ ๆ)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ถ้าจำไม่ผิด นี่คือ “หอยลูกกวาดคิวบา” สีสัน สดใส เหมือนลูกกวาด น่ากินดีจัง
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

อันนี้ตัวใหญ่มาก มีหนามด้วย จำได้ว่าวางอยู่ใกล้ ๆ “หอยชักตีน
(หอยชักตีนเป็นหอยเดียวที่ผมเห็นแล้วรู้จัก เพราะชอบกิน อิอิ)
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ตัวนี้สีสวย ปากกว้าง ตัวใหญ่อีกต่างหาก
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

เอาล่ะครับเดินจนทั่วแล้ว เที่ยงกว่า ๆ ก็ได้เวลากลับ อ้าวฝนตกซะนี่
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ

ฝนตก ขากลับเลยต้องใช้บริการแท็กซี่ กลับมาถึงห้อง บ่ายโมงกว่า ๆ อืมมม ทริปครึ่งวัน ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

ถึงแม้ทริปนี้จะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่เนื่องจากผม จำชื่อหอยไม่ค่อยได้ ผิดพลาดยังไงต้องขออภัย มันเยอะจริงๆ ครับ จำไม่ไหว

หาที่เที่ยวในกรุงเทพฯ อยู่ล่ะก็ อย่าลืม พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพ เขตสีลม นะครับ

ขอบคุณที่ติดตามชมกันเช่นเคย….นายหัว

เกาะพะงัน เกาะเต่า แสงแรกแห่งปี ที่สุราษฏ์ธานี

เที่ยวเกาะพะงัน เกาะเต่า เกาะนางยวน

31 ธันวา ผมเดินทางโดยรถ vip 24 ที่นั่ง กรุงเทพ-เกาะพะงัน ถึงท่าเรือไปเกาะพะงัน เวลา 07.00 ของวันที่ 1 มกรา ถือได้ว่าเดินทางข้ามปีกันเลยทีเดียว

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

หนึ่งชั่วโมงกับการรอคอยผมก็ได้แต่เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

แสงแรกของปีใหม่ ส่องแสงสะท้อนผิวน้ำยามเช้า ต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้เดินทางไกลมาจาก กทม

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

และแน่นอนไม่ว่าวันไหนๆ เจ้าบ้านก็ให้การต้อนรับอย่างดีเช่นเคย

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

08.00 เรือเริ่มออกจากท่า มาคนเดียวอย่างผม ก็ต้องหามุมสงบ ๆ เพื่อเอนกายพักผ่อน
หลังจากเหนื่อยมาจากการ count down บนรถ(เหนื่อยตรงไหน)

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

เผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาที แหงนมองท้องฟ้าวันนี้ ช่างสดใสซะจริง ๆ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ถึงเกาะพะงันสาย ๆ เร่งรีบโทรศัพท์หาพี่ที่รู้จักให้มารับ เพื่อพาไปรีสอร์ทของพี่เค้า

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

หาดยาวโอเวอร์เบย์รีสอร์ท คือที่ที่ผมพักคืนนี้ http://www.haadyaooverbayresort.com

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ห้องพักนั้นอยู่บนเนินเขา ด้านหน้าสามารถมองเห็นวิวอันสวยงามของเกาะพะงันได้ถนัดตา
(สังเกตุได้ที่หน้าต่าง)

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ห้องพักสะอาดสะอ้าน ดูเรียบง่าย ด้านหลังติดภูเขาที่เขียวขจี มองไปแล้วช่างสบายตาเสียจริง ๆ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ห้องน้ำในตัวที่สะอาด และพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ครบครัน

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

เตียงและหมอนนุ่ม พร้อมเสมอ สำหรับการพักผ่อนของแขกผู้มาเยือน

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

เตียงนอนกว้างขวางนอนสองคนได้กำลังดี

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ตู้เย็น ทีวี เป็นเครื่องใช้ที่มีทุกห้องสำหรับรีสอร์ทนี้

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

สำหรับอากาศคุณสามารถเลือกแอร์ หรือ พัดลม ก็ได้ตามสไตล์ของคุณ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ผมขับมอไซค์ออกตะเวนเที่ยวรอบ ๆ เกาะ แต่ฟ้าคงกลัวผมจะร้อนเลยส่งสายฝนมา
เพิ่มความชุ่มฉ่ำให้ผมซะนี่

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

แม้ท้องฟ้าจะครึ้ม และสายฝนจะโปรยปราย แต่ผมก็ยังตระเวนขับชมเกาะจนเกือบทั่ว
(เหลือหาดท้องนายปานที่ไม่ได้ไป) กลับเข้ารีสอร์ท และออกมาทานข้าวอีกทีตอนค่ำ ๆ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ช่วงวันหยุดอย่างนี้นักท่องเที่ยวเยอะเสียจริงๆ จะสั่งอาหารก็ต้องรอนานหน่อย
เอาล่ะผมนั่งรออาหารที่บาร์นี่ล่ะกัน

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ระหว่างรออาหารก็หันซ้ายหันขวา ชมโน่นชมนี่ไปเรื่อยล่ะครับ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

อืม หลบออกมานั่งเงียบ ข้างนอกดีกว่าเนาะ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ผมทานอาหารเสร็จ แล้วก็นั่งเอาบรรยากาศสักพัก นักท่องเที่ยวเอง ก็เริ่มทะยอยกลับห้องพักกันแล้วล่ะ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ถึงทีของเราได้นั่งเอนกายสบายๆ บ้างแล้วล่ะ อิอิ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

โซนต้อนรับของรีสอร์ทนี้ ส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ ให้ความรู้สึกที่เย็น นั่งสบายเลยล่ะ

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

การตกแต่งเน้นความเรียบง่าย สะอาด แต่ก็สวยงามเช่นเดียวกัน

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

สภาพโล่ง ๆ แบบนี้มีให้เห็นเฉพาะตอนดึก ๆ ที่นักท่องเที่ยวทะยอยกลับห้องพักแล้วเท่านั้น

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

เช้าวันใหม่ ผมจองเรือไปเกาะเต่าได้รอบบ่ายสอง ดังนั้นเลยขับมอไซค์เที่ยวอีกรอบเพื่อฆ่าเวลา

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

มีหาดไหนที่พอจะแวะได้ ผมก็จะแวะเข้าไปเก็บภาพบ้าง

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

blue sea resort ที่นี่สวยมาก ๆ ผมได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพแค่บริเวณนี้เท่านั้น

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

แวะไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่บริเวณอู่ต่อเรือของชาวเกาะพะงัน

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

บ่ายสามกว่า ผมขึ้นเรือจากเกาะพะงันสู่เกาะเต่า นักท่องเที่ยวเยอะเหลือเกิน คนแน่นจนในเรือไม่มีที่ให้ยืน
(นึกถึงรถเมล์กรุงเทพตอนเย็น ๆหลังเลิกงานน่ะ) ผมได้นั่งบนถังขยะ ก็ถือว่าดีมากแล้ว

ทีพักบนเกาะเต่าของผมคือ Coral view Resort http://www.coralview.net
ทางเข้ารีสอร์ทนั้น ถือได้ว่าลำบากมาก แต่พอถึงที่พัก คุณจะลืมความลำบากนั้นโดยสิ้นเชิง

เกาะเต่า
เกาะเต่า

Coral view Resort คิดค่าบริการห้องพักแค่ 700 บาท/คืน เป็นรีสอร์ทที่เงียบสงบมากกกกกกก
อยู่ติดกับเกาะฉลาม ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปดำน้ำกัน และนี่คือห้องพักของผม

เกาะเต่า
เกาะเต่า

ผมมาถึงที่นี่เย็นแล้ว เลยไม่ได้ไปไหนมากนัก ตกค่ำ ก็ไปนั่งคุยกับพี่เจ้าของรีสอร์ทที่บาร์ริมทะเล
พี่เค้าใจดีเลี้ยงเบียร์ผมไปหลายขวดเหมือนกัน

หนำซ้ำยังพาไปทานอาหารทะเลที่ร้าน “ลูกพี่ซีฟู้ด” อีก ร้านนี้ผมขอแนำนำนะครับ
ถ้าไปเกาะเต่าอย่าลืมแวะเชียวล่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าซีฟู้ดที่เหนือซีฟู้ดเป็นอย่างไร

เกาะเต่า
เกาะเต่า

ตอนเช้าวันใหม่ โปรแกรมของผมต่อจากนี้คือ เกาะนางยวน แต่….
ตอนตื่นเช้าผมกลับปวดกล้ามเนื้อที่หน้าขาอย่างแรง ถึงขนาดเดินไม่ได้เลยครับ
ผมพยายามนวด และกัดฟัน(ทั้งน้ำตา)เดินไปที่เคาร์เตอร์รีสอร์ท เพื่อขอยาทากล้ามเนื้อ

เกาะเต่า
เกาะเต่า

แต่ก็ไม่ลืมที่จะถ่ายภาพสวย ๆ ตอนเช้ามาฝากกัน ภาพนี้ถ่ายจากมุมสูง เกาะที่เห็นคือเกาะฉลาม

เกาะเต่า
เกาะเต่า

อืม..คิดว่าไม่เป็นไรมาก กัดฟันเดินต่อไปที่ชายหาด และก็ไม่ลืมที่จะกัดฟันกดชัตเตอร์ภาพนี้มา

เกาะเต่า
เกาะเต่า

ไม่ไหวจริง ๆ ครับ กัดฟันเดินกลับห้องพัก แต่ด้วยขาที่เจ็บผมดันลื่นตรงบันไดขั้นสุดท้ายก่อนถึงห้องพัก
โชคดีที่ล้มลงบนพื้นไม้หน้าห้อง และกล้องก็ไม่เป็นอะไร (ห่วงกล้องมากกว่าตัวเอง) เกือบเที่ยงรู้สึกดีขึ้น

เกาะเต่า
เกาะเต่า

พยายามเดินกะโผลกกะเผลกไปที่ชายหาด

เกาะเต่า
เกาะเต่า

ท่านสามารถผ่อนคลายด้วยนวดแผนไทยริมหาดนี้ได้นะครับ ราคานั้นไม่ได้แพงอย่างที่คิด

เกาะเต่า
เกาะเต่า

ได้คุยกับคุณลุงท่านนึงซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นยืนตกปลาอยู่ ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านไปมาเกาะนี้กับญี่ปุ่น
ตั้งแต่หนุ่ม ๆ แล้ว

เกาะเต่า
เกาะเต่า

คุยกันถูกคอ ท่านแนะนำที่เที่ยวอีกหลายๆ ที่ และก็ชวนไปหาอะไรดื่มที่บาร์

เกาะเต่า
เกาะเต่า

หลังจากนั้นผมขอตัวเดินไปริมหาด ท่านก็ไปตกปลาต่อ

เกาะเต่า
เกาะเต่า

นักท่องเที่ยวเริ่มทะยอยออกมาอาบแดดกัน ที่นี่พี่เจ้าของรีสอร์ทเล่าให้ฟังว่า ฝรั่งชอบมาก ๆ
เพราะเงียบสงบ สามารถอาบแแดดได้โดยไม่มีคน เดินไปมาให้กวนใจ

เกาะเต่า
เกาะเต่า

พี่เค้าเล่าให้ฟังว่านาน ๆ จะมีคนไทยมาพักที แต่สำหรับฝรั่งนั้นมีจองพักเป็นเดือนกันเลยก็มีครับ

เกาะเต่า
เกาะเต่า

บรรยากาศริมหาดร่มรื่น ท่ามกลางน้ำทะเลที่ใสปิ๊ง ไม่มีขยะจากน้ำมือมนุษย์ให้เห็นแม้แต่ชิ้นเดียว

เกาะเต่า
เกาะเต่า

หรือหากท่านต้องการความท้าทายก็สามารถ เช่าเรือออกไปพาย เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตัวเองได้

เกาะเต่า
เกาะเต่า

นี่แหละครับ คือบรรยากาศที่เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง

เกาะเต่า
เกาะเต่า

กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพิ่งกลับมาจากดำน้ำ ซึ่งเป็นบริการอย่างหนึ่งของรีสอร์ท

เกาะเต่า
เกาะเต่า

เอาน่ะ ไปทะเลทั้งทีเพื่อไม่ให้ขาดสีสัน ถ่ายมาภาพนึงครับ ไม่ได้แอบถ่ายนะครับ
เพราะตอนถ่ายผมนั่งอยู่กับพี่เจ้าของรีสอร์ทที่บาร์

เกาะเต่า
เกาะเต่า

ทีแรกผมตัดสินใจจะลางานอีกวัน แล้วอยู่ต่อ กะว่าเช้ามาจะไปเกาะนางยวน แต่เป็นห่วงงานที่บริษัทเลยตัดสินใจกลับ

เกาะเต่า
เกาะเต่า

เกาะฉลามมองจากมุมที่ check out

เกาะเต่า
เกาะเต่า

ผมได้ตั๋วรถ+เรือ เกาะเต่า-ชุมพร-กรุงเทพ ตอนสี่โมงเย็น

เลยมานั่งเล่น ๆ ริมหาด มองไปไกล ๆ นั้นคือเกาะนางยวน ใกล้ ๆ แค่นี้ แต่ผมดันไปไม่ได้ ..ฝากไว้ก่อนเถอะ เกาะนางยวน

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

เรือกว่าจะออกก็เกือบห้าโมงเย็น และนี่คือแสงสุดท้ายของทริปนี้……ลาก่อนนะเกาะเต่า

เกาะพะงัน
เกาะพะงัน

ทริปนี้จริง ๆ แล้วเป้าหมายผมคือเกาะนางยวน ด้วยความบ้าระห่ำ(เดิน)มากไปหน่อย
เลยทำให้เจ็บกล้ามเนื้อหน้าขา เลยอดไป..

ปวดกายแต่ไม่ปวดใจครับ แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับความสุขที่ได้จากทริปนี้

ขอบคุณที่ติดตามกันเช่นเคย..นายหัว